1.5K ผู้เข้าชม

AMD Ryzen 7 2700X @4.3 GHz With Asus ROG CROSSHAIR VI HERO

 

 

ภายหลังจากที่มีการนำเสนอผลการทดสอบเล็กๆ น้อยของ AMD Ryzen 7 2700X ไปแล้วก็มีผู้ใช้งานชื่อ Hardware Numb3rs บนเว็บไซต์ Youtube นำเสนอการ Overclock ของ Ryzen 2700X ด้วยเมนบอร์ด Asus ROG CROSSHAIR VI HERO ซึ่งสามารถ Overclock ไปใช้งานได้ที่ 4.3 GHz บนพื้นฐานการทำงานที่ 8 Core 16 Thread ด้วยระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว

AMD Ryzen 7 2700X

การทดสอบครั้งนี้น่าจะมุ่งเน้นที่การ Overclock โดยสามารถผ่านทุกผลการทดสอบ มีการใช้ไฟเลี้ยง CPU ที่ 1.5V  ผ่านการทดสอบด้วยโปรแกรม Cinebench R15, AIDA64, 3DMark และเกมส์ Rise of The Tomb Raider

System Test :

  • CPU : AMD Ryzen 7 2700X @4.3GHz
  • MB : Asus ROG CROSSHAIR VI HERO
  • RAM : G.Skill Trident Z XMP2.0 4500MHz 8GB x2 @3600MHz
  • VGA : Nicolas Carrizo GTX 1080 @2100MHz

ซึ่งผลการทดสอบของ Cinebench R15 ได้ผลคะแนนการทดสอบ 1970 cb แบบ Multi Thread (ผลการสอบ Default Clock ได้คะแนนประมาณ 1748 cb ซึ่งเพิ่มขึ้นประมาณ 12.7%) ส่วนแบบ Single Thread มีคะแนน 180 cb การทดสอบที่สองเป็นการทดสอบผ่าน AIDA64 มีค่า Memory Latency 62.1 ns เป็นผลจากการทำงานด้วยหน่วยความจำแบบ Dual Channel ที่สูงถึง 3600MHz ส่วนผลการทดสอบของ 3DMark นั้นได้คะแนนของ Physics score 22208 คะแนน และการทดสอบผ่านเกมส์ Rise of The Tomb Raider ผ่านการตั้งค่าแบบ Preset : Very High ที่ความละเอียด 1080p ได้คะแนนรวม 150.50 FPS

ด้านการใช้พลังงานนั้นเมื่อทำงานปกติจะมีการใช้งานทั้งเครื่องประมาณ 230W (Idel) ซึ่งน่าจะเป็นผลจากการใช้งานไฟเลี้ยง CPU ที่ 1.5V การเพิ่มไฟเลี้ยงของหน่วยความจำที่ความเร็ว 3600MHz น่าจะใช้ไฟเลี้ยงประมาณ 1.4 – 1.45V และมีการ Overclock กราฟฟิกการ์ดประกอบด้วยจาก Nvidia GTX 1080 ที่ความเร็ว GPU 2100MHz ซึ่งทำให้การใช้พลังงานอาจจะดูสูงไปบ้าง แต่ก็เพราะว่ามีการ Overclock ทั้งระบบนั่นเอง และเมื่อทำการทดสอบด้านการทำงานของ CPU จะพบว่ามีการใช้พลังงานรวมที่ 273W จากโปรแกรม Cinebench R15 และในการทดสอบเกมส์ Rise of The Tomb Raider มีการใช้พลังงานรวมสูงสุด 262W ที่ฉากน้ำตกซึ่งใช้งาน GPU 32% และ CPU 51%

จะเห็นได้ว่าคะแนนที่ได้นั้นแปรผันตามการ Overclock ที่เพิ่มขึ้นมาของ Ryzen 2700X ที่มี Boost Clock ที่ 3.9 GHz แบบ All Core มาทำงานที่ 4.3 GHz ทำให้คะแนนได้เพิ่มเติมขึ้นมาจากค่าความเร็วเดิม รวมถึงค่า Latency ที่ลดลงจากความสามารถในการรองรับความเร็วของหน่วยความจำที่ดีขึ้นโดยไม่ต้องทำการปรับ Bus Speed ให้วุ่นวาย ในการใช้งานเล่นเกมส์นั้นก็ดีกว่าเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อทำการเปรียบเทียบกับการทดสอบเดิมของ Ryzen 1800X ซึ่งเป็น CPU ระดับ High End จาก Ryzen Generation 1

 

Share This:

2.3K ผู้เข้าชม

Preview AMD Ryzen 7 2700X ครั้งแรกก็ Overclcok กันแล้ว

 

หลังจาก Lisa Su ออกมาเกริ่นไปเมื่อวาน วันนี้ก็มีผลการ Preview แรกกของ AMD Ryzen 7 2700X เสียแล้วจากเว็บไซต์ elchapuzasinformatico ซึ่งเป็นแค่การแนะนำตัวแบบสั้นๆของ Ryzen 2700X ตัวท๊อปสุดในตอนนี้ในระดับ Mainstream จาก AMD นับว่าเป็นภาคต่อของ Ryzen 1800X โดยยังคงเป็น CPU แบบ 8 Core 16 Thread เช่นเดิม เพิ่มเติม XFR 2.0 เข้ามารวมถึงการปรับโหนดเป็น 12nm อีกจุดเด่นหนึ่งที่น่าสนใจคือการ Step Boots Clock ของ Core เวลาใช้งาน

แกะกล่อง AMD Ryzen 7 2700X

ในครั้งนี้ AMD มีการปรับแพ็คเกจด้านข้างเล็กน้อยของกล่องบรรจุ ซึ่งเพิ่มลวดลายของฮิทซิ้งเข้าไปด้วย โดยตัว 2700X นั้นจะมีชุดระบายความร้อนเป็น AMD Wraith Prism RGB ซึ่งมีความน่าสนใจนอกจากการระบายความร้อนที่สามารถทำได้ในระดับ TDP 125W แล้วยังเพิ่มเติมความสวยงามเข้ามาด้วย ซึ่งจะยังคงใช้งานต่อผ่านสายเช่นเดิม ถ้าไม่ต้องการใช้งานก็เพียงเอาสายออกไม่ต่อกับเมนบอร์ดสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการต่อสายไฟในกรณีเคสแบบทึบ ส่วนด้านอื่นๆ ยังคงรูปแบบเดิมไว้อยู่ ไม่ว่าจะเป็นด้านกระดองของตัว CPU และจำนวนของขาที่ใช้งาน

ด้านในของตัวกล่องประกอบด้วย Cผลการทดสอบ Ryzen 2700XPU และ Wraith Prism RGB ประกอบด้วยคู่มือและสติกเกอร์ โดยจุดที่น่าสนใจคงหนีไม่พ้นฮิทซิ้งที่บรรจุมาในกล่อง โดยเป็นการปรับปรุงจาก Wraith Max ที่เห็นได้ชัดเจนคือมีหน้าสัมผัสที่ดีขึ้น และอาจสังเกตุได้ยากหน่อยคือมีการปรับปรุงในส่วนของไฟที่แสดงจาก LED เป็นแบบ RGB ซึ่งจะเพิ่มความสวยงามได้เป็นอย่างดี

ผลการทดสอบ Ryzen 2700X

System Test :

  • CPU : AMD Ryzen 7 2700X
  • Motherboard ASRock X370 Killer SLI
  • RAM : G.Skill FlareX DDR4 @ 3200 MHz
  • VGA : MSI GeForce GTX 1070 Gaming Z
  • PSU : Be Quiet Font! Dark Power Pro 11 1200W
  • SSD : Adata SU900 256GB & Corsair LX 512 GB
  • Operating System  : Windows 10 64 bit

ผลการทดสอบตัวแรกนั้นเป็นการทดสอบ wPrime ผลการทดสอบนั้นน่าสนใจไม่น้อย โดยคะแนน 36,101 คะแนน สำหรับคะแนนแบบ Single Core ส่วนคะแนนแบบ Multi Core ได้ 8,813 คะแนนจากความเร็วปกติ โดยใช้งานควบคู่กับหน่วยความจำชนิด DDR4 3200 MHz

​_

ตัวที่สองผลการทดสอบ x264 Benchmark ได้คะแนนสูงถึง 51.55 แต้ม ซึ่งสูงกว่า Ryzen 1700X อยู่ระดับหนึ่ง ใครไปใช้งานถอดรหัสหรือแปลงไฟล์น่าจะถูกใจจุดนี้

สำหรับผลการทดสอบ 3DMark Fire Strike นั้นมีคะแนนอยู่ที่ 16,271 คะแนน สูงกว่า I5 8600K แต่ยังตามหลัง I7 8700K อยู่เล็กน้อยซึ่งอาจต้องดูในส่วนของ 3DMark Time Spy ประกอบด้วยสำหรรับเกมส์ที่จะออกมารองรับในอนาคต

ผลการทดสอบการใช้งานพลังดิบ CPU ในการนำมา Render ด้วยโปรแกรม Cinebench R15 นั้นอย่างที่ผลหลุดออกมาก่อนหน้านี้ได้ 1,748 คะแนนจากความเร็วพื้นฐาน

ผลการทดสอบ Latencia ในการหน่วงเวลาของหน่วยความจำได้ 81.8 ns ซึ่งถ้าใช้ความเร็วของหน่วยความจำที่เพิ่มมากขึ้น ผลทดสอบก็น่าจะดีขึ้นด้วย

การทดสอบผ่าน Aida 64 ในการทดสอบหน่วยความจำนั้นผลการทดสอบออกมานั้นเป็นที่น่าพอใจ สามารถดูได้จากด้านล่าง

Overclock Ryzen 2700X

การทดสอบทำภายใต้อุณหภูมิห้องที่ 20 องศาเซลเซียส AMD Ryzen 7 2700X จะมีอุณหภูมิประมาณ 31 องศาเซลเซียสที่การใช้งานปกติและประมาณ 56 องศาเซลเซียสในการทดสอบเมื่อใช้งาน CPU สูงสุด ซึ่งดีกว่าเดิมเล็กน้อยโดยตัวของฮีทซิงค์ทำงานได้ดีในแง่โดยมีความดังประมาณ 40 dB ซึ่งถ้าทำงานสูงสุดจะทำงานที่ 45 dB ด้านการใช้พลังงานนั้นมีการใช้พลังงานรวมทั้งระบบอยู่ที่ประมาณ 200 วัตต์สำหรับการทดสอบด้วย Aida64 (ซึ่งจะไม่ได้ใช้งาน GPU) ซึ่งการใช้พลังงานจะแตกต่างกับ Ryzen 7 1700X โดยประมาณ 50W

การโอเวอร์คล๊อกยังคงไม่ได้เด่นมากในรุ่นนี้ แต่ด้วยการใช้งาน CPU มีมีมากถึง 8 Core 16 Thread นั้นก็สามารถทำความเร็วได้ถึง 4.20 GHz แบบไม่ยากเย็นด้วยการใช้ไฟ Vcore เพียง 1.4V เท่านั้น ส่วนแอ็พพลิเคชัน Ryzen Master OC ไม่สามารถใช้งานได้ในตอนนี้อาจจะต้องรอการอัพเดตก่อน แต่การใช้งาน Overclock ผ่าน BIOS ก็สามารถทำได้โดยไม่ยากเย็นนัก

ต้องบอกก่อนว่าความสามารถในการ Overclock นั้นอาจจะยังไม่สามารถบอกอะไรได้มากนัก ด้วยการที่ยังเป็น CPU ที่ยังใหม่สำหรับผู้ทดสอบการรีดประสิทธิภาพให้ได้สูงสุด เพราะเราเคยได้เห็นการทดสอบที่ความเร็ว 4.3 GHz ผ่านตามาบ้างแล้ว แต่สำหรับในตัวของ Ryzen 2700X จุดเด่นๆ เลยก็คงหนีไม่พ้นการที่สามารถ Boots Clock ได้แต่ละ Core ในแต่ละช่วงความเร็วได้ ซึ่งจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นเกมส์ได้เป็นอย่างดี เมื่อใช้งานจำนวน Thread ไม่ครบทุก Thread ซึ่งจะทำให้สามารถเพิ่มความเร็วได้โดยไม่ต้องใช้งานการ Overclock ก็สามารถทำให้การเล่นเกมส์ดีขึ้นด้วย

ข้อดี

  • ประสิทธิภาพ / ราคาที่เหมาะสมสำหรับการใช้งาน
  • ประสิทธิภาพการทำงานแบบมัลติคอร์ที่ยอดเยี่ยม
  • อุณหภูมิในการทำงานสามารถทำได้ในระดับดี
  • มีจำนวนแกนประมวลผลให้มากถึง 8 Core 16 Thread
  • สามารถใช้ได้กับเมนบอร์ดรุ่นก่อนหน้าความสามารถในการ Overclock ยังคงได้ไม่มากนัก แต่อาจต้องรอ Bios ใหม่หรือใช้งานร่วมกับชิพเซ็ต X470

จุดสังเกตุ

  • การใช้งานหน่วยความจำอาจจะต้องรอการปรับปรุง
  • ความสามารถในการ Overclock ยังคงได้ไม่มากนัก แต่อาจต้องรอ Bios ใหม่หรือใช้งานร่วมกับชิพเซ็ต X470

ที่มา : elchapuzasinformatico

 

Share This:

950 ผู้เข้าชม

AMD RYZEN 7 2700X หลุดผลทดสอบ 3DMark Fire Strike ออกมาแล้ว

 

 

สำหรับใครที่รอคอยการมาของ AMD Ryzen Generation 2 ในครั้งก่อนทางทีมงานได้นำเสนอผลการทดสอบ Geekbench 4 ไปแล้ว แต่ถ้าใครยังไม่หนำใจทางทีมงานได้รับข้อมูลใหม่มาจากผลการทดสอบผ่านเว็บ 3DMark มาบางส่วน ซึ่งเป็นผลการทดสอบของ 3DMARK FIRE STRIKE 1.1, FIRE STRIKE EXTREME 1.1 และ FIRE STRIKE ULTRA 1.1 เรียกว่ามาเกือบครบขาดก็เพียง TimeSpy เท่านั้น

AMD Ryzen 7 2700X

เรื่องของรายละเอียด R7 2700X นั้นไม่ขอกล่าวซ้ำแล้ว สามารถติดตามได้จากบทความก่อนหน้านี้ สำหรับการทดสอบในครั้งนี้ทำบนพื้นฐานของสเป๊คเครื่อง 2 รุ่นด้วยกัน โดยผลการทดสอบเครื่องที่หนึ่งได้ผลการทดสอบของ 3DMark FIRE STRIKE ULTRA 1.1 นั้นจาก User ED1981 ได้คะแนนในส่วนของ Graphics Score : 15,002 คะแนน Physics Score : 19,784 คะแนน และ Combined Score 4,886 นั้นจะเป็นการทดสอบจากเสป๊คเรื่องดังนี้

  • CPU : AMD Ryzen 7 2700X Eight-Core Processor
  • GPU : AMD Radeon RX 580 8GB
  • M/B : ASRock X370 Taichi
  • Memory Kingston DDR4 @2,398 MHz x2
  • SSD : SanDisk SD8SNAT128G 128GB

 

ผลการทดสอบ User ED1981

 

 

 


 

ส่วนเครื่องที่สองนั้นมาจาก User -IPF-BtDaG เป็นการประกบคู่กับกราฟฟิกการณ์ดจากค่าย Nvidia ในรุ่น Nvidia GeForce GTX 1080 มีผลทดสอบครบทั้ง 3DMARK FIRE STRIKE 1.1, FIRE STRIKE EXTREME 1.1 และ FIRE STRIKE ULTRA 1.1 และมีการทดสอบซ้ำถึงสองครั้งต่อผลการทดสอบ ซึ่งเป็นไปตามตารางด้านล่าง

รายละเอียดเครื่องที่ใช้ในการทดสอบ

  • CPU : AMD Ryzen 7 2700X Eight-Core Processor
  • GPU : Gigabyte GeForce GTX 1080
  • M/B : ASUSTeK COMPUTER INC. CROSSHAIR VI HERO
  • Memory G.Skill DDR4 @ 2,394 MHz x2
  • SSD : Samsung SSD 960 EVO 250GB

 

ผลการทดสอบ User -IPF-BtDaG Part 1

3DMARK FIRE STRIKE 1.1
Graphics Score 22183 22115
Physics Score 20571 20837
Combined Score 6964 7120

 

 


ผลการทดสอบ User -IPF-BtDaG Part 2

3DMARK FIRE STRIKE EXTREME 1.1
Graphics Score 10527 10577
Physics Score 20658 19993
Combined Score 4677 4688

 

 


ผลการทดสอบ User -IPF-BtDaG Part 3

3DMARK FIRE STRIKE ULTRA 1.1
Graphics Score 5188 5211
Physics Score 20909 20428
Combined Score 2685 2691

 

 


 

จากผลทดสอบนั้นยังมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า Ryzen 1800X อย่างเห็นได้ชัดเจน ซึ่งนี่ยังคงเป็นการใช้ความเร็วพื้นฐานและหน่วยความจำที่ใช้งานความเร็วเพียง 2400MHz เท่านั้น ซึ่งเมื่อเห็นแบบนี้แล้วหลายๆ ท่านที่เตรียมกระเป๋าจะตบเท้าก้าวเข้าสู่ Ryzen Generation 2 อาจมีความหวังว่าจะได้เห็นประสิทธิภาพที่ดีกว่า Ryzen Generation 1 อย่างชัดเจน ซึ่งถ้ามีรายละเอียดใดเข้ามาทางทีมงานจะรีบแจ้งให้ทราบโดยไว

 

ที่มา : 3DMark

 

 

Share This:

1.3K ผู้เข้าชม

Globalfoundries 7nm อาจส่งผลให้ AMD ก้าวสู่ยุค 5GHz Clock Speed

 

 

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้หัวหน้าฝ่ายเทคนิค Gary Patton ได้แสดงความมั่นใจอย่างมากเกี่ยวกับกระบวนการผลิตในขนาด 7nm รุ่นใหม่ของบริษัท โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 40% และลดการใช้พลังงานลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตในขนาด 14nm รุ่นปัจจุบันของบริษัท

Anandtech Patton กล่าวว่ากระบวนการ 7nm รุ่นใหม่ของบริษัทน่าจะสามารถทำให้ตัวชิพรุ่นใหม่เพิ่มความเร็วของสัญญาณนาฬิกาได้ในช่วง 5GHz ซึ่งถ้าดูตามความหมายนี้สิ่งที่ต้องการสื่อก็คงหนีไม่พ้นสำหรับโหนดการผลิตให้กับ AMD แม้ว่าจะไม่ได้รับประกันว่า Zen 2 / Ryzen 3000 Series จะสามารถทำงานที่ความเร็ว 5GHz ได้ แต่ก็สามารถสร้างความมั่นใจในเรื่องโหนดการผลิต 7nm ได้เป็นอย่างดีสำหรับ AMD โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ประกาศถึงสถาปัตยกรรมที่วางแผนไว้

คำถามที่ 17: ในรุ่นของโหนด 7 LP จะมีความถี่สูงกว่าโหนด 14LPP หรือไม่?

GP: แน่นอน นี่คือการเพิ่มประสิทธิภาพที่มากขึ้น – ซึ่งประมาณค่าได้ 40% แต่ยังไม่สามารถระบุถึง Clock Speed ได้ แต่ตอนนี้เดาว่าน่าจะสามารถรับในช่วง 5GHz ตามความคาดหวัง

ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน AMD ใช้ Globalfoundries ในการสร้างโพรเซสเซอร์ Ryzen 2nd Generation รุ่นใหม่ในโหนดการผลิต 12nm ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ให้เพิ่มขึ้น 10% และ 15% ตามลำดับ ผลคือนี่คือการเพิ่มประสิทธิภาพจากโหนดการผลิต 14nm ซึ่งมีมองได้ว่าโหนดการผลิต 7 nm จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า

การเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์จะช่วยให้คู่ค้ากับบริษัทเช่น AMD สามารถบรรจุทรานซิสเตอร์เพิ่มมากขึ้นในขนาด Die เท่าเดิมหรือลดขนาดของ Die ลงก็ได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พวกเขาสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตบนเวเฟอร์ได้ซึ่งจะส่งผลทำให้ชิพแต่ละตัวมีราคาถูกกว่าปัจจุบัน

 

 

ความล่าช้าของโหนดการผลิต 10 nm ของอินเทลทำให้คู่แข่งกลับมาสู่ความสามารถในการแข่งขันได้ และสร้างสถานการณ์ที่อินเทลไม่สามารถชิงความได้เปรียบจากโรงการผลิตชิพ ในขณะที่ตอนนี้ตลาดเดสก์ท็อปซีพียูได้ก้าวไปข้างหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของ Ryzen 2 ของเอเอ็มดีอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีการผลิตที่น้อยที่สุดในด้านเทคโนโลยีการผลิตซึ่งทำให้ปี พ.ศ. 2562 เป็นตลาดที่น่าตื่นเต้นสำหรับตลาด CPU

ย้อนมองปัจจุบันอันใกล้

AMD Ryzen 2000 Series ที่กำลังจะมีการเปิดตัว Ryzen 7 2700/2700X และ Ryzen 5 2600/2600X ได้มีข้อมูลของ 2700X และ 2600 ที่มีจำนวน Core และ Thread ที่เท่ากับ Ryzen 7 1700/1700X และ Ryzen 5 1600/1600X ซึ่งมีจำนวนแกนและเธรดเดียวกัน แต่มีความเร็วนาฬิกาที่สูงขึ้นรวมถึงประสิทธิภาพของ IPC ที่มากขึ้นด้วย ทำให้ตอนนี้คาดเดาได้ว่า AMD Ryzen 3000 Series จะมีความรเร็วในระดับ 5 GHz จากโหนดการผลิตที่ 7nm ได้

รุ่น AMD Ryzen รุ่นแรกมีขนาด die 213 มม.2 และคาดว่าจะมีขนาดลดลงถึง 100 มม. ในโหนดการผลิต 7nm ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการ เพิ่มความเร็วของตัวชิพ หรืออาจจะทำการเพิ่มจำนวนแกนประมวลผลซึ่งเป็นสิ่งที่เอเอ็มดีต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่า 40% ตามที่ Globalfoundries กล่าวอ้าง

 

 

แม้ว่าในตอนนี้จะทราบแล้วว่า AMD Ryzen 3000 series จะออกมาก่อนช่วงต้นปี 2019 นี่เป็นตัวเลขที่คาดว่าจะใช้ข้อมูลนี้กับเม็ดเกลือ เอเอ็มดีมีประสิทธิภาพมากกว่าที่คาดไว้ในอดีตอย่างน้อยก็เมื่อเทียบกับซีพียู เมื่อคำนึงถึงความเป็นไปได้ว่าซีพียู AMD Ryzen 3000 ซีรีส์ที่จะมาถึงนี้จะให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่า 40%

ถ้าซีพียู AMD Ryzen 3000 Series ออกเปิดตัวในปี พ.ศ. 2562 หมายความว่าน่าจะเป็นไปตามที่ AMD ได้ประกาศมาก่อนหน้านี้ถึง Socket AM4 ที่จะยังคงใชังานอยู่นับว่านี่เป็นข่าวดีสำหรับคนที่ไม่ต้องการเปลี่ยนเมนบอร์ดแต่ต้องการใช้งานซีพียูรุ่นใหม่  ซึ่งน่าจะได้เห็นความเข้ากันได้ของเมนบอร์ดจาก AM4 ที่สามารถใช้งานได้กับ AMD Ryzen รุ่นใหม่ในอนาคต

 

ที่มา : overclock3d

Share This:

599 ผู้เข้าชม

เผยข้อมูล AMD Ryzen 2018-2020 Roadmap : Castle Peak, Matisse, Picasso, Vermeer and Renoir

 

AMD Ryzen Threadripper (Zen2) จะใช้ชื่อสถาบัตยกรรมว่า Castle Peak

AMD ได้ได้เปิดเผยให้เห็นชื่อของสถาบัตยกรรมของตัวประมวลผล Zen2 และ Zen3 ที่กำลังจะมาปรากฏว่า Ryzen Threadripper (Zen+) ในรุ่นที่ 2 ที่จะมาในปีหน้าโดยใช้ชื่อสถาปัตยกรรม Castle Peak ถ้าตามที่ว่าไว้นี้ Zen2 จะมาในปี พ.ศ. 2563 เอเอ็มดีจะเปิดตัวสถาปัตยกรรม Zen2 ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Zen3 (หรืออาจะเป็น Zen2+) ซึ่งถูกวางระดับการใช้งานเป็น NG HEDT (Next-Gen High-End DeskTop) ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า Threadripper 3rd Gen.

ส่วน Platform AM4 นั้นจะมีทั้ง CPU และ APU ซึ่ง CPU จะมีการใช้ชื่อสถาบัตยกรรม Pinnacle Ridge >> Matisse >> Vermeer ตามลำดับ ซึ่งจะมาแทน  Summit Ridge ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และสำหรับ APU Raven Rideg >> Picasso >> Renoir ตามลำดับเช่นกัน ซึ่งเป็นแผนงานระยะยาวถึงปี 2020 (พ.ศ. 2563) ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามความเหมาะสมในภายหลังก็เป็นได้

AMD Ryzen 2018

เมื่อพูดถึงผู้ใช้งานในระดับ Mainstream ในปีนี้ (พ.ศ.2561) AMD Ryzen ได้เปิดชื่อรหัสใหม่แทน Ryzen 1000 Series ซึ่งจะมีการสานต่อใน Ryzen 7 และ Ryzen 5 ที่อยู่ในรูปแบบ 6 Core 12 Thread โดยจะตัดในรุ่นสูงสุดคือ 1800X ออกไป ส่วนที่เหลือคงเดิมไว้เช่นเดิมและเปลี่ยนโหนดเป็น 12nm+ มาในชื่อ Ryzen 7 2700X/2700 และ Ryzen 5 2600X/2600 ในตัวของ Ryzen 3 และ Ryzen 5 ที่เป็น 4 Core 8 Thread แทนที่ด้วย Ryzen 2000 G-Series ที่จะมาในรูปแบบ APU ที่มีกราฟฟิกในตัวจากสถาบัตยกรรม VEGA แต่จะยังคงใช้โหนด 14nm เช่นเดิม โดยในทุกรุ่นนั้นจะมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นโดยหลักๆ แล้วยังจะเป็นการเพิ่มในส่วนของสัญญาณนาฬิการที่สูงขึ้นทั้ง Base Clock และ Turbo Clock แสดงได้ดังภาพด้านล่าง

 

ที่มา : videocardz

Share This:

5.1K ผู้เข้าชม

ราคาของ AMD Ryzen 2600 2700 2700X มาแล้วนะ เริ่มต้นที่ 6,200 บาท สูงสุด 11,500 บาท ไม่รวมภาษี

 

 

จะเห็นได้ชัดว่า AMD ยังไม่ได้มีการเปิดเผยข้อมูลว่าจะมี CPU Ryzen 7 2800X หรือไม่ ซึ่งข่าวข้อมูลที่รั่วไหลออกมานี้ของ Ryzen 2000 จะเป็นรุ่น Ryzen 7 2700X ที่จะมีราคาขายปลีกอยู่ที่ 369 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐ ซึ่งถูกกว่า Intel Core i7 8700K

 

นอกจากนี้ AMD ยังได้เปิดตัว CPU Ryzen  2000 อีก 3 รุ่นด้วยกันก็คือ Ryzen 7 2700 ไม่มี X ในราคา 299 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐ ซึ่งเป็น CPU ในแบบ 8 คอร์ 16 เธรด และ CPU แบบ 6 คอร์ 12 เธรด อย่าง Ryzen 5 2600X และ Ryzen 5 2600 ไม่มี X ในราคาขายปลีกที่ 249 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐ และ 199 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐ ตามลำดับ

 

AMD Ryzen Desktop 2000 Series Processors
Model Cores/Threads  Base Clock Turbo Clock TDP Price
Ryzen 7 2700X 🆕
8C/16T
3.7 GHz
4.35 GHz
105W
369 USD
Ryzen 7 2700 🆕
8C/16T
3.2 GHz
4.1 GHz
65W
299 USD
Ryzen 5 2600X 🆕
6C/12T
3.6 GHz
4.25 GHz
95W
249 USD
Ryzen 5 2600 🆕
6C/12T
3.3 GHz
3.9 GHz
65W
199 USD
Ryzen 5 2400G 🆕
4C/8T
3.6 GHz
3.9 GHz
65W
169 USD
Ryzen 3 2200G 🆕
4C/4T
3.5 GHz
3.7 GHz
65W
99 USD

 

Line Up ราคาของ Ryzen 2000 ที่ออกมาตอนนี้มีทั้งหมดด้วยกัน 6 รุ่นแล้วครับ แพงสุดคือ 369 เหรียญดาลล่าห์สหรัฐ และถูกสุดคือ 99 เหรียญดอลล่าห์สหรัฐ

 

 

CPU Pinnacle Ridge Series 2000 จะมีค่าสัญญาณนาฬิกาสูงถึง 4.35GHz ในรุ่นสูงสุด และ Ryzen 5 2600X ก็ยังมาพร้อมกับสัญญาณนาฬิกาที่สูงถึง 4.25GHz ในแบบ Max Boost

 

 

 

 

 

 

 

AMD Ryzen 7 2700X vs Intel Core i7-8700K

AMD ได้วางตำแหน่งของ Ryzen 7 2700X ไว้ให้เข้ามาสู้แข่งขันกับ CPU Intel CoffeeLake-S อย่าง Core i7 8700K ทั้งนี้มีการอ้างอิงว่ะมีประสิทธิภาพที่น้อยกว่า Core i7 8700K ราวๆ 7.7% ในการทดสอบกับเกมกว่า 40 เกม

 

 

เมื่อเทียบ Series เก่าอย่าง Summit Ridge R7 1800X ซีพียูตัวใหม่จะมีอัตราเฟรมเรตที่ดีขึ้นราวๆ 5% ครับ

 

Source elchapuzasinformatico

Share This:

3.6K ผู้เข้าชม

ผลทดสอบตัวแรกของ AMD Ryzen 7 2000 Series

 

 

มีผลหลุด Benchmark ตัวแรกของ AMD Ryzen 7 Generation 2 ได้หลุดออกมาจาก HWBattle ซึ่งทาง videocardz ก็ได้ยืนยันถึงความถูกต้องถึงข้อมูลดังกล่าวถึง AMD Ryzen 7 2000 ที่มีแกนประมวลผลแบบ 8 Core 16 Thread จากสถาบัตยกรรม Pinnacle Ridge ที่จะเป็น Zen+ โดยมีการปรับปรุงความเร็วของสัญญาณนาฬิกาที่เพิ่มขึ้นและประสิทธิภาพการทำงานของซีพียู โดยสามารถ Boost Clocks ขึ้นเป็น 4.35 GHz สำหรับชิป Pre-Production ที่ออกมาในตอนนี้

AMD Ryzen 7 2000 Series

ก่อนหน้านี้ได้มีข้อมูลของ Ryzen 5 2600 และ Ryzen 7 2700X ทั้งสองตัวที่ได้หลุดออกมาก่อนหน้านี้ แต่จากข้อมูลในครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะมีสัญญาณนาฬิกาสูงกว่าซีพียูทั้งหมดที่หลุดข้อมูลออกมาก่อนหน้า ซึ่งในตอนนี้ยังไม่มีใครยืนยันได้ถึงรายละเอียดทั้งหมด ดังนั้นรายละเอียดทั้งหมดที่พบรวมถึงสัญญาณนาฬิกาของตัวซีพียูจะคงยังสามารถเปลี่ยนแปลงได้จนกว่าจะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่จากข้อมูลในตอนนี้ก็ทำให้เห็นได้ว่ามีการปรับปรุงประสิทธิภาพและความเร็วที่ดีขึ้น อันเนื่องมาจากการปรับปรุงสถาบัตยกรรม รวมถึงกระบวนการผลิตที่เปลี่ยนมาใช้โหนด 12nm

จากรายละเอียดที่พบมีการปิดบังข้อมูลบางส่่วนของ CPU ไว้แต่ทำให้แน่ใจได้ว่าจะเป็น Ryzen 7 เนื่องจากมีแกนประมวลผลแบบ 8 cores 16 threads ตัวชิปมี Base Clock 3.70 GHz ซึ่งคล้ายกับ Ryzen 7 2700X ที่พบข้อมูลออกมาก่อนหน้านี้ และในตอนนี้ทำให้เห็นได้อีกว่าสามารถ Boost ได้ถึง 4.35 GHz จาก XFR 2.0? ซึ่งความเร็วขนาดนี้จะไม่สามารถพบได้ใน AMD Ryzen ตัวปัจจุบัน

 

การทดสอบในครั้งนี้ทำผ่านเมนบอร์ด ASRock X370 Gaming ITX/ac ซึ่งทาง ASRock ได้เปิดตัว BIOS รุ่นใหม่เพื่อรองรับกับการใช้งานโปรเซสเซอร์ Ryzen 2000 Series นอกเหนือจาก AMD Raven Ridge APUs อย่างไรก็ตาม BIOS สำหรับเมนบอร์ด X370 น่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายนนี้ในการสนับสนุน Ryzen 2000 Series ที่น่าจะมีการปรับปรุงประสิทธิภาพและความเสถียรของ BIOS ให้กับเมนบอร์ดในปัจจุบัน แต่ถ้าใครต้องการประสิทธิภาพที่ดีที่สุดอาจเลือกซื้อเมนบอร์ด X470 เมื่อมีการเปิดตัว CPU รุ่นใหม่ก็ได้เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

ผลการทดสอบ

จากผลการทดสอบ Ryzen 7 1700X ใน AIDA64 แสดงให้เห็นถึงการปรับปรุงความสามารถในทางที่ดีขึ้นมาก ซึ่งน่าจะเป็นผลมาจากการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ถูกปรับแต่งขึ้นมาใหม่ ส่วนผลการทดสอบอื่นๆ นั้นมีการเปรียบเทียบกับทั้ง CPU AMD และจาก Intel ร่วมด้วยอีกหลายรุ่น เช่น Core i7-8700K หากย้อนไปดูเมื่อปีที่แล้วในการเปิดตัว Ryzen สามารถดึงส่วนแบ่งทางการตลาด CPU จาก Intel ได้ในตลาดหลายๆ ระดับ ซึ่งส่งผลทดให้มีการเปิดตัว Intel Gen 8 ออกมาค่อนข้างไวกว่ากำหนดเล็กน้อย โดย CPU Intel Core i7-8700K ได้ดึงยอมจำหน่ายกลับมาอีกครั้ง แต่ดูเหมือนว่าในเวลานี้ที่ Ryzen 7 ที่กำลังจะเปิดตัวนั้นจากข้อมูลแล้วทำให้เห็นถึงสมรรถนะที่ดีขึ้นยิ่งกว่าเดิมและมีประสิทธิภาพเหนือกว่า i7-8700K ในขณะที่เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นก่อนหน้าของ AMD Ryzen 7 1800X ก็ดีขึ้นในทุกๆ ด้านอีกด้วยนั่นเอง

Cinebench R15

ผลการทดสอบ Cinebench R15 จะเห็นได้ว่าผลการทดสอบแบบ Multi Thread สามารถทำคะแนนได้มากถึง 1,783 คะแนน ส่วนการทำงานแบบ Single Core มีคะแนน 178 คะแนน ซึ่งดีกว่า Ryzen 7 1800X อย่างชัดเจน แต่ยังจะด้อยกว่า i7 8700K เล็กน้อย ซึ่งน่าจะมาจาก Clock ที่ i7 8700K สูงกว่าค่อนข้างมากในโหมดการทำงานแบบ Single Core แต่ในการทดสอบแบบ Multi Thread นั้นสามารถเอาชนะได้ด้วยจำนวนของ Thread ที่มากกว่านั่นเอง

3DMark FireStrike/FireStrike Ultra

การทดสอบ 3DMark นั้นเน้นการทำงานแบบ Multi Thread เป็นสำคัญในการทดสอบ Physics ทำให้ผลคะแนนนั้นสามารถทำคะแนนได้ดีกว่า CPU ระดับ Mainstream ได้ทุกตัวในท้องตลาดขณะนี้

Sisoftware Sandra

ผลการทดสอบทำให้เห็นได้เป็นอย่างดีว่ามีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่า Ryzen Gen 1 อย่างเด่นชัด ซึ่งจากผลการทดสอบทำให้เห็นได้ว่ามีประสิทธิภาพที่ใกล้เคียงกับ i7-8700K เป็นอย่างมาก

 

ก็ต้องติดตามกันต่อไปถึงทิศทางเกี่ยวกับ Ryzen 2000 Series ที่ใช้สถาปัตยกรรมหลักจาก Zen+ ในเดือนถัดไป โดยตระกูลของ Ryzen 2000 จะมีโปรเซสเซอร์วางตลาดเหมือนกับ Ryzen 1000 อันได้แก่ Ryzen 3, Ryzen 5, Ryzen 7 Series และจะมีการเปิดตัวเมนบอร์ดที่ใช้งานชิพเซ็ต X470 เพิ่มเติมอีกด้วย

ที่มา : wccftech

Share This: