182 ผู้เข้าชม

Nvidia เปิดเผยประสิทธิภาพ RTX Raytracing ของ Volta GPU

 

 

เทคโนโลยี RTX Raviaring สำหรับ Nvidia ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากงาน GDC ที่ผ่านมาส่งผลให้นักพัฒนาสามารถนำไปเร่งกระบวนการทำงานเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ภาพที่งดงามยิ่งขึ้นในแบบเรียลไทม์ ด้วยการเพิ่มเติมเทคโนโลยีของ DirectX 12 DXR (DirectX Raytracing) จาก Microsoft ทำให้ยืนยันได้ว่า Raytracing สามารถทำงานได้บนการ์ดกราฟิกใดๆ ที่รองรับ DirectX 12 ทำให้หลายคนสงสัยว่าเทคโนโลยี RTX จะส่งผลต่อกราฟฟิกการ์ดจาก Nvidia ในแง่ของผลต่อประสิทธิภาพเท่าไหร่กันแน่

แรงขึ้น 8 เท่าจากของเดิม

Nvidia เพิ่งเปิดตัว Blog สำหรับนักพัฒนาซอฟต์แวร์เกี่ยวกับ Nvidia Optix Raytracing และเทคโนโลยี RTX Raviaring เพื่อให้ผู้ที่กำลังทำการพัฒนาสามารถได้รับข้อมูลที่มีประโยชน์ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างสรรค์งานให้มีประสิทธิภาพที่สามารถดึงความสามารถฮาร์ดแวร์ของ Nvidia ได้มากที่สุด จากกราฟที่แสดงนี้เปรียบเทียบการทำงานส่วนใหญ่ของ GPU Quadro รุ่นปัจจุบันของ Nvidia ซึ่งรวมถึง Quadro GV100 ที่ขับเคลื่อนด้วยสถาบัตยกรรม Volta ด้วย

RTX นั้นเป็นการรวมเอาเทคโนโลยี Optix AI Denoising ของ Nvidia เข้ากับ Tensor cores ที่อยู่ภายใน GPU ของ Volta ซึ่งเป็นสิ่งที่ Nvidia ได้ระบุไว้ถึงประสิทธิภาพที่จะเพิ่มขึ้น 3 เท่าในการทำงานของ Rytracing ที่มีเหนือต่อฮาร์ดแวร์รุ่นเดิม แต่ถ้าพิจารณาโดยละเอียดแล้ว GPU จาก Pascal และ P6000 ของ Nvidia ก็มีประสิทธิภาพที่เพิ่มมากกว่า 3 เท่าเมื่อเทียบกับ Quadro P2000 ในขณะที่ Quadro GV100 มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า

Tensor cores เตรียมผสานสู่ตลาดเกมเมอร์

ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าผลการทดสอบประสิทธิภาพที่มาจากทาง Nvidia ที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นโดยใช้งานเทคโนโลยี RTX เมื่อดูแล้วผลที่ได้นั้นน่าประทับใจมากจนไม่น่าเป็นไปได้ที่ GPU สำหรับการใช้งานทั่วไปโดยเฉพาะการเล่นเกมในยุคหน้า Nvidia จะปล่อยออกมาโดยไม่มีการผสาน Tensor cores เข้าไปด้วย เพราะเทคโนโลยีนี้มีแนวโน้มว่า Nvidia จะยังคงผลักดันการใช้ Raytracing ในหมู่นักพัฒนาวิดีโอเกมซึ่งจะช่วยให้ Nvidia ได้ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของตนเพื่อสร้างผลกำไรต่อไปในตลาด GPU

RTX Raviaring ที่ถูกกล่าวถึงใน GTC ก็ยังมีความเป็นไปได้อีกว่า Nvidia ก็จะใช้เทคโนโลยี RTX เพื่อเข้าสู่ตลาดแอนิเมชั่นซึ่งใช้ซีพียูแบบเดิมในการสร้างภาพ ซึ่งกระบวนการใช้งาน Volta GPU ด้วยเทคโนโลยี RTX Nvidia มีโอกาสที่จะขาย GPU ในกลุ่มผู้ใช้งานเวิร์คสเตชันในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้นและน่าจะส่งผลให้อัตรากำไรที่เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งเป็นแหล่งรายได้ที่มีศักยภาพสำหรับ Nvidia ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าอีกช่องทางหนึ่ง

ที่มา : overclock3d

Share This:

5.1K ผู้เข้าชม

ราคาการ์ดจอของ NVIDIA และ AMD ลดลงราว 25% จากเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

 

 

หลังจากช่วงเวลาที่ยาวนานและความลำบากในการหาซื้อกราฟฟิกกาณ์ดมาใช้งานจากการขาดแคลนของกราฟิกการ์ดในตลาดที่มีผลกระทบต่อทั้ง AMD และ NVIDIA ดูเหมือนว่าอุปทานในตอนนี้จะเริ่มเข้าสู่สถานะการณ์ปกติ ซึ่งในช่วงหลายไตรมาสที่ผ่านมานับว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าหงุดหงิดทุกครั้งที่จะพบว่ามีการปรับปรุงราคาเพิ่มขึ้นของราคาการ์ดจอ

 

GPU NVIDIA และ AMD ปรับราคาลดลงราว 25% ในเดือนมีนาคม

วันนี้นับว่าเป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่มีความน่ายินดีที่จะบอกถึงข่าวดีว่าอุปทานกำลังเริ่มฟื้นตัวขึ้นและในที่สุดราคาของกราฟฟิกการ์ดกำลังเริ่มจะกลับมาสู่ระดับปกติ ในช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีการปรับลดราคาลงถึงหนึ่งในสามของราคากราฟิกการ์ดระดับไฮเอนด์เช่น GTX 1080 Ti ของ NVIDIA และ AMD Vega 64 ในราคาของการ์ดจอระดับกลางยังพบว่าราคาลดลงเช่นเดียวกัน อันที่จริงแล้วกราฟิกการ์ดระดับไฮเอนด์ที่พบในเว็บไซต์ Amazon ได้ลดลงจากช่วงสูงสุดในระดับ 15-30% โดยมีราคาเฉลี่ยลดลงประมาณ 25 %

 

 

สำหรับกราฟฟิกการ์ด AMD Radeon RX 500 Series และ VEGA Series รวมถึงการ์ดแสดงผล NVIDIA GeForce GTX 10 Series มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นในเว็บไซต์ Amazon.com และ Newegg.com มากกว่าที่เคยเป็นมาในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

การปรับปรุงราคาในครั้งนี้ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากเครื่อง ASIC จาก Bitman ที่สามารถนำมาขุดเหมืองข้อมูลในสกุล Ethereum ซึ่งส่งผลให้ค่า Diff ของ Ethereum สูงขึ้นส่วนหนึ่ง และทำให้ GPUs ที่ใช้งานอยู่เกือบทั้งหมดดูล้าสมัยในการทำเหมือง Ethereum ที่เป็น Cryptocurrency ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในกลุ่มผู้ใช้งานทำเหมือง GPU ด้วยราคาที่ลดลงมาส่วนหนึ่งน่าจะมาจากข่าวลือของ NVIDIA ที่เตรียมตัวในการเปิดตัวกราฟิกการ์ด GeForce GTX 11 Series ที่จะมีขึ้นในระหว่างไตรมาสที่สองหรือสามในปีนี้

 

ในบ้านเราก็ปรับตัวลงเช่นกัน

 

จะพบได้ว่าสำหรับประเทศไทยแล้วก็มีการปรับตัวลงเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่นจะพบว่าร้านค้ามีการปรับลดราคาของ Nvidia ในรุ่น GeForce GTX1060 3GB ลงมาต่ำกว่าหนึ่งหมึ่นบาท ส่วน GTX 1060 6GB นั้นก็ปรับตัวลงเช่นกันสำหรับบางยี่ห้อหาซื้อได้ในราคา 10,xxx บาท แล้ว โดยตัวที่สูงขึ้นมาหน่อยอย่าง GTX 1070 ก็ปรับราคาลงมาที่ 17,xxx บาท ตามด้วย GTX 1070 Ti ก็อยู่ในเลท 18,xxx บาท เช่นกัน แต่สำหรับ GTX 1080 และ 1080Ti ยังไม่ค่อยมีการเปิดตัวเลือกมากนัก ทำให้ยังไม่ค่อยเห็นการแข่งขันด้านราคาเท่าที่ควร

 

ด้านของ AMD นั้นราคาของ Radeon RX VEGA 56 และ 64 เริ่มปรับราคาลงมาโดยมีราคาเริ่มต้นที่ 22,xxx บาท ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงเปิดตัวบ้างแล้ว แต่ราคาของ RX 580/570 นั้นก็ปรับราคาลงเช่นกันแต่ยังห่างจากราคาเปิดตัวอยู่บ้าง แต่ก็มีตัวเลือกมากขึ้นในตลาด แต่ก็มีบางตัวที่เริ่มลดราคาลงมาบ้างอย่าง POWERCOLOR Radeon RX 580 8GB Red Devil Golden ที่ปรับราคามาที่ 16,xxx บาท



ที่มา : wccftech

Share This:

1.5K ผู้เข้าชม

Nvidia CEO แสดงจุดยืน Cryptocurrency Mining ว่า “ไม่ใช่จุดมุ่งหมายในธุรกิจของเรา”

 

 

มีความสนใจในตลาด Cryptocurrency หรือ Crypto Mining ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาบางคนอาจจะรู้สึกประหลาดใจที่ NVIDIA ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการแย่งชิงตลาดในส่วนนี้ ซึ่งในงาน GPU Technology Conference (GTC) ประจำปี 2018 เมื่อดูจากที่สินค้าของบริษัทมีความสัมพันธ์กับผู้ใช้งานที่นำไปทำเหมืองข้อมูล ทำให้ในช่วงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้มีความต้องการ GPU ของ NVIDIA สูงมากขึ้น แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีสำหรับบริษัทเอง ส่งผลให้บริษัทเองนั้นยากต่อการเก็บกราฟิกการ์ดไว้ในสต็อกสำหรับนักเล่นเกมส์และผู้ใช้ประเภทอื่น

GPUs มีดีกว่า ASICs

หลังจากการสังเกตว่าการทำเหมือง Cryptocurrency นั้นเป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของธุรกิจ GPU จาก NVIDIA ซึ่ง CEO ปัจจุบัน Jensen Huang ได้กล่าวเกี่ยวกับตลาด Bitcoin ไว้ว่า “เราไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับ Bitcoin เลยซึ่ง Bitcoin จะใช้งานโดย ASICs ในปัจจุบันเป็นหลัก ซึ่งแตกต่างจาก GPU ที่สามารถจัดการกับระบบการประมวลผลระดับสูงได้จากการทำงานอย่างอย่างลึกซึ้งกว่านำไปสู่สิ่งประดิษฐ์อัจฉริยะ ในขณะที่ ASICs เป็นวงจรที่มีประสิทธิภาพเฉพาะสำหรับแอพพลิเคชันที่ออกแบบมาสำหรับงานเดียว”

คาดว่าการทำเหมืองข้อมูลแบบ Cryptocurrency มีผลอย่างน้อย 6% ของยอดขายรวม GPU ในปีที่แล้วและจำนวนดังกล่าวก็จะเพิ่มขึ้นในปีนี้ จากในกรณีที่ NVIDIA มีความสามารถที่ทำได้ดีในตลาด Cryptocurrency โดยเฉพาะ Ethereum ซึ่งเป็นเหรียญตัวหนึ่งที่นิยมของตลาด Cryptocurrency

“สิ่งที่ทำให้เราใช้งาน GPU คือ Ethereum” Jensen Huang กล่าวว่า Ethereum เปรียบเสมือน “Ether” ได้รับการออกแบบให้เป็นอัลกอริธึมเพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีเอนทิตีเอกพจน์หรือบางเอนทิตีมามีอำนาจในการควบคุม ได้รับการออกแบบมาเพื่อให้อัลกอริทึมต้องใช้ความสามารถในการประมวลผลประเภทต่างๆ เช่นความสามารถในการประมวลผลนำไปสู่ความเป็นไปได้โดยการใช้ GPUs ในการช่วยกันทำงาน”

Jensen Huang ไม่ได้พูดถึงเรื่อง Cryptocurrency ในงานแถลงข่าวของบริษัทเมื่อต้นสัปดาห์นี้แม้ว่าจะมีหลายคนคาดการณ์ว่าการที่การทำเหมืองข้อมูลในปริมาณที่มากส่งผลให้ราคา GPU สูงขึ้นก็ตาม

“เหตุผลที่ GPU ได้รับความนิยมจากผู้ทำเหมืองข้อมูล Ethereum เป็นเพราะ GPU เปรียบเสมือนซูเปอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลก” ซึ่งได้ Jansen Huang ได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า “มันจะเป็นซูเปอร์คอมพิวเตอร์เพียงตัวเดียวที่แท้จริง ที่สามารถทำงานได้ในทุกๆด้าน ดังนั้นจึงไม่มีใครสามารถควบคุมสกุลเงินได้”

ก่อนที่จะมีการเริ่มงาน GTC 2018 ในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมามีนักวิเคราะห์ตลาดได้พูดถึงข้อกังวลว่า NVIDIA และ AMD อาจต้องเผชิญกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นในตลาดเหมืองข้อมูลเนื่องจาก Bitmain อาจปล่อย ASIC ที่สามารถทำเหมือง Ethereum ได้

Jensen Huang ได้กว่าวถึงจุดยืนของ GPU สำหรับตลาด Cryptocurrency ออกมายืนยันว่าการทำเหมืองข้อมูล Cryptocurrency ไม่ได้เป็นธุรกิจหลักของ NVIDIA ความสำคัญในงาน GTC 2018 คือการประกาศยกระดับพลังของ GPU ใหม่ในระบบเช่น DGX-2, Tesla, Drive และ GV100 ที่เพิ่งเปิดตัว เพื่อนำไปสร้างความก้าวหน้าให้แก่วงการเล่นเกมส์และผู้ใช้งานเวิร์กสเตชันรวมถึงผู้นำไปใช้เป็นปัญญาประดิษฐ์ การดูแลสุขภาพ และการประมวลผลแบบ Cloud Computing

“ค่อนข้างดีทีเดียว ฉันชอบที่ GPU ของเรามีให้ใช้ในตลาดเหล่านั้นด้วย” Jensen Huang กล่าวหมายถึง AI และเกมส์ และสาเหตุที่ทำให้ GPUs ขาดแคลนในขณะนี้ ส่งผลให้เกิดความยากสำหรับการที่จะมีคงเหลืออยู่ในสต๊อก

ที่มา : digitaltrends

Share This:

1.3K ผู้เข้าชม

NVIDIA GeForce 11 Series คาดว่าจะเปิดตัวในเดือนกรกฎาคมเผยข้อมูลจาก Hynix ในการผลิต GDDR6

 

กราฟิกการ์ดรุ่นต่อไปของ NVIDIA จะเปิดตัวเป็นในชื่อรุ่น GeForce 11XX ประมาณเดือนกรกฎาคมซึ่งเปิดเผยข้อมูลจากผู้ผลิตและจัดจำหน่ายหน่วยความจำรายหนึ่งได้เปิดเผยว่า จะมีกลุ่มของ GPU รุ่นใหม่จากทีมงานสีเขียวที่ใช้งานสถาปัตยกรรมกราฟิกจาก Turing / Ampere ที่กำลังจะเกิดขึ้นซึ่งสถาปัตยกรรมหนึ่งจะตอบสนองสู่ตลาดเกม PC ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งจะเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับตลาด AI และการคำนวณ โดยในงาน GTC 2018 แม้ว่าจะไม่ได้รับประกาศจาก Nvidia ในการกล่าวถึง GeForce 11 series ที่หลายคนคาดหวังไว้แต่หลายๆ ข้อมูลที่เข้ามาทำให้มีการคาดหวังได้ว่าจะมีการเปิดตัวในเดือนกรกฏาคมนี้

NVIDIA GeForce GTX 1180 & 1170 With 16Gbps GDDR6 Memory In 8GB / 16GB

GDDR6 จะมีการนำมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้ได้มากที่สุดในการ์ดแสดงผลที่จะมาถึงของ NVIDIA ซึ่งรวมถึง GeForce 11 Series ที่กำลังจะมาถึงพร้อม ๆ กับ Tesla และ Quadro สำหรับตลาด AI และผู้ใช้สำหรับการทำงานกราฟฟิก จากการยืนยันของ SK Hynix ได้ยืนยันกับ GamersNexus ว่า GDDR6 กำลังจะเข้าสู่การผลิตภายในเวลาสามเดือนในช่วงปลายเดือนมิถุนายนถึงต้นเดือนกรกฎาคม ทำให้มีการคาดว่า GeForce 11 Series จะเริ่มวางจำหน่ายในช่วงเดือนกรกฎาคมซึ่งตรงกับข้อมูลที่เผยแพร่เมื่อต้นเดือนที่ว่าจะมีการวางจำหน่ายในช่วงเดือนกรกฎาคมเช่นกัน

จากช่วงเวลานี้ดูเหมือนว่าในที่สุดคาดว่าจะมีกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับกราฟฟิกการ์ดซี่รี่ใหม่แล้ว

หน่วยความจำชนิดใหม่นี้จะไช้พลังงาน 1.35 โวลต์และให้ความเร็วกับ GDDR ถึงสองเท่าจากมารฐานเดิม แต่จะมีต้นทุนในการผลิตเพิ่มขึ้นประมาณ 20% ดังนั้นคาดว่าจะมีการตั้งราคาขายกลางจาก Nvidia (MSRP) ที่สูงขึ้นเล็กน้อยกว่าราคาเปิดตัวของ GeForce 10 Series (Pascal) ของ NVIDIA ซึ่งทาง SK Hynix ยืนยันว่าจะมีชิปหน่วยความจำ GDDR6 ที่มีขนาด 1GB และ 2GB โดยปกติแล้วส่วนของตัวควบคุมหน่วยความจำ GDDR แบบ 32 Bit แต่ละตัวจะจับคู่กับชิป GDDR แบบเดียวซึ่งหมายความว่าจะมีการใช้งานหน่วยความจำขนาด 8GB และ 16GB สำหรับ GPU 256 Bit นั่นอาจมองได้ว่า GTX 1180 และ GTX 1170 ที่จะมีขนาดของหน่วยความจำในระดับนี้ได้

ความจริงที่ว่า SK Hynix จะผลิตจะมีการผลิตหน่วยความจำเป็นไปได้ทั้งทองทางซึ่งเป็นไปได้ที่ว่าจะได้เห็น NVIDIA นำเสนอกราฟฟิกการ์ด GTX 1180 และ GTX 1170 ในขนาด 8GB และ 16GB นอกเหนือจากนี้แล้วสำหรับ GPU จาก NVIDIA ยังจะสามารถเลือกแยกความแตกต่างของกราฟฟิกการ์ดทั้งสองนี้จากขนาดของหน่วยความจำได้

ที่มา : wccftech

Share This:

514 ผู้เข้าชม

NVIDIA เปิดตัว Quadro GV100 5120 CUDA

 

NVIDIA Quadro GV100 with 5120 CUDA cores

Nvidia ได้เปิดกราฟฟิกการ์ดที่เป็นไฮไลท์ในงาน GTC 2018 ในช่วงเช้า(เวลาบ้านเราก็ประมาณ 23:30 น.) โดยได้ยกให้ Quadro GV100 กลายเป็นกราฟิกการ์ดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดสำหรับมืออาชีพ โดยตัวการ์ดประกอบด้วยแกนประมวลผลจำนวน 5120 CUDA รวมถึงมีหน่วยความจำชนิด HBM2 ขนาด 32GB และมี Tensor Cores ถึง 118 TFLOPS

Quadro GV100 ได้รับการออกแบบสนับสนุนการทำงานของ NVIDIA RTX ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการแสดงภาพแบบเรียลไทม์ที่ได้รับการเปิดตัวไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้วและได้รับการสาธิตที่งาน GTC 2018 ด้วย สำหรับตัวชิพ GV100 สามารถเชื่อมต่อ NVLINK ได้ถึง 10240 Core

ที่มา : videocardz

Share This:

10.6K ผู้เข้าชม

5 สัญญาณบ่งชี้ว่า Geforce 2000 Series จะมีความแรงชนิดที่ก้าวกระโดดจาก Geforce 1000 Series

 

 

อย่างที่เราทราบกันดีว่าการ์ดจอตระกูล Nvidia Geforce GTX ที่เคยมีประกาศใน Roadmap เอาไว้ว่าจะออกการ์ดจอ GTX 2000  ในช่วง Q3 ของปี 2017 แต่ก็ถูกเลื่อนไปเป็นปี 2018 อย่างไม่มีกำหนด จากแต่เดิมที่ข่าวคราวที่ออกมาจะเป็นสถาปัตยกรรม Volta แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ใช้สถาปัตยกรรมตัวนี้ นั้นเพราะว่า Nvidia ได้ใช้ Volta ไปทำในส่วนของตลาด GPU DL (Deep Learning) ในกลุ่มสายงานออกแบบ และเอาไปทำในส่วนของ AI Processor ที่เอาไว้ประยุกต์ใช้กับอุปกรณ์และยานยนต์กรรมอื่นๆ

 

 

 

จนกระทั้งเมื่อต้นปี 2018 ที่ผ่านมานั้นก็มีข่าวหลุดมาว่า Nvidia จะเปิดตัวการ์ดจอ Series ใหม่ในงาน GTC 2018 นี้ ซึ่งในขณะที่ผมกำลังเขียนบทความนี้นั้น วันนี้ก็คือวันที่ 25 มี.ค. ตรงกับวันเปิดงาน GTC 2018 วันแรกพอดี กลับมาต่อกันครับ จากที่มีข่าวการเปิดตัว GPU รุ่นใหม่ที่ตอนแรกคาดการณ์กันไว้ว่าจะเป็น GPU สำหรับเล่นเกม ตอนนี้ก็กลับกลายเป็นว่าน่าจะเป็น GPU สำหรับการงาน DL / AI เน้นเรื่องเอาไปใช้งานมากกว่า ซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่ชื่อ Ampere

 

 

ทีนี้สถาปัตยกรรมอีกตัวที่ไม่แน่ใจว่าจะเปิดตัวในงาน GTC 2018 ด้วยหรือไม่ ที่จะถูกพัฒนาเอามาเพื่อใช้สำหรับตลาดเกมเมอร์โดยเฉพาะ ซึ่งมีสัญญาณอยู่หลายข้อ ที่จะบ่งชี้ว่าการ์ดจอ Generation ใหม่ของ Nvidia จะมีประสิทธิภาพแบบก้าวกระโดดไปอีกขั้น เมื่อเทียบกับสถาปัตยกรรม Pascal  อย่างสถาปัตยกรรม Turing ที่จะเข้ามาทำตลาดแทนสถาปัตยกรรม Pascal ในอีกไม่ช้า โดยผมจะขอจำแนกเป็นข้อๆต่อไปนี้

 

สัญญาณที่ 1 – ระยะเวลาในการออกทิ้งช่วงออกการ์ดจอ Series ใหม่จาก Nvidia นั้น มีระยะเวลาเปิดตัวสินค้าใหม่นานเกิน 2ปี  (GTX 1080 เปิดตัว 27 พ.ค.2016) ในขณะที่ GTX 2080 คาดว่าจะชื่อนี้ อาจใช้เวลาเปิดตัวอย่างเร็วสุดคือ กรกฎาคม 2018

 

ทำไมถึงเอาตัวเลขระยะเวลา 2 ปี มาเป็นตัวชี้วัด นั้นเพราะในทุกๆครั้งที่ Nvidia ออกการ์ดจอตัวใดก็ตามที่มีระยะเวลาในการพัฒนานานกว่า 2 ปี หรือเกือบๆ 2 ปี แปลว่าการกลับมาของการ์ดจอใน Gen ใหม่ถัดไปจะมีอัตราการก้าวกระโดดของประสิทธิภาพขึ้นมาเสมอ 50-60% ดูจาก GTX 980 กับ GTX 1080 เป็นต้น มีระยะเวลาในการเปิดตัวห่างกันราวๆเกือบๆ 2 ปี ในขณะที่ GTX 780 กับ GTX 980 มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นเพียง 25-30%  มีระยะในการเปิดตัวห่างกันเพียง 1 ปี เศษๆ กดหาอ่านที่นี่

 

 

สัญญาณที่ 2 – ในทุกๆครั้งที่ Nvidia ออกแบบการ์ดจอ Gen ใหม่ออกมาสู่ตลาด นับตั้งแต่เริ่มมีเทคโนโลยี Nvidia GPU Turbo Boost ขึ้นมา ทำให้สามารถพัฒนาประสิทธิภาพของการ์ดจอให้สูงขึ้นมาได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยที่ตัว

 

  • GPU Boost รุ่น 1.0 ได้แก่การ์ดจอตระกูล Kepler Geforce 600 – 700 Series
  • GPU Boost รุ่น 2.0 ได้แก่การ์ดจอตระกูล Maxwell Geforce 900 Series
  • GPU Boost รุ่น 3.0 ได้แก่การ์ดจอตระกูล Pascal Geforce 1000 Series

 

นั้นเป็นเหตุผลที่ว่า เราอาจจะได้เห็น GPU Turbo Boost 4.0 ในสถาปัตยกรรม Turing ( GTX 2080 ) ก็เป็นได้ กดหาอ่านที่นี่

 

 

สัญญาณที่ 3 – การปรับไปใช้เม็ดแรม GDDR6 ในการปรับเปลี่ยนการใช้เม็ดแรมจากเดิมที่ใช้ GDDR5 ไปเป็น GDDR6 นั้น ต้องบอกว่ามันจะส่งผลต่อประสิทธิภาพที่สูงขึ้นของการ์ดจอ Gen ใหม่ มากพอสมควร เพราะ GDDR6 ในแบบ 256 Bit สามารถทำความเร็วได้ตั้งแต่ 12000MHz ไปจนถึง 16000MHz มากกว่า GRRD5 ถึงเท่าตัวเลยครับ ซึ่งในการ์ดรุ่นสูงอย่าง GTX 2080 คาดว่าอาจจะใส่เม็ดแรมที่ความเร็วสูงกว่า 12000MHz ก็เป็นได้

 

 

สัญญาณที่ 4 – การขุดเหมือง Cryptocurrency จำเป็นจะต้องมีการ์ดจอที่มีประสิทธิภาพที่สูงกว่า Gen เก่าก่อนในทุกๆด้าน ตั้งแต่ค่าอัตรา IPC สัญญาณความถี่ GHz ของ GPU ของเม็ดแรมที่สูงขึ้น อัตราการเข้าถึงข้อมูลต้องสั้นและเร็วกว่าการ์ดจอ Gen ก่อน โดยที่ยังต้องรักษาระดับการใช้พลังงานไม่ให้สูงไปกว่า Gen เดิม เป็นอีกเหตุผลที่การ์ดรุ่นใหม่จะต้องทำให้ได้มากขึ้น เพราะยังมีคู่แข่งอย่าง AMD อยู่ในตลาดอยู่ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ Nvidia จะต้องมี GPU ที่มีสมรรถนะที่สูงกว่าเดิมแบบก้าวกระโดด นั้นเพราะว่าในปัจจุบันอัตราการขุดเหมือง Cryptocurrency ได้ค่าตอบแทนลดลง จำเป็นจะต้องมีการ์ดจอที่ขุดได้แรงและมากขึ้นไปอีก

 

 

สัญญาณที่ 5 – การที่ Nvidia เตรียมออกผลิตภัณฑ์จอ Monitor แบบที่เป็น 4K HDR 144Hz นั้นหมายความว่า ในเร็วๆนี้การ์ดจอ Gen ใหม่ที่จะออกมา จะต้องมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า GTX 1080 แบบก้าวกระโดดแน่ๆ อย่างน้อยก็ราวๆ 60% ขึ้นไป ซึ่งก็เป็นไปได้อีกว่า GTX 2080 อาจจะมีประสิทธิภาพในการเล่นเกมที่เหนือกว่า GTX 1080 Ti ราวๆ 30% เป็นอย่างน้อยครับ เพราะว่าการ์ดจอสถาปัตยกรรม Pascal ถ้าว่ากันตามตรงแล้ว GTX 1080 Ti 1 ใบ ยังไม่สามารถทำค่า fps ที่สูงๆได้ในการเล่นความละเอียดแบบ 4K Max Graphic Setting ฉนั้นการที่ Nvidia เตรียมแผนออกจอ 4K HDR 144Hz เหมือนเป็นสัญญาณว่า จะมีการ์ดจอที่มีสมรรถนะที่สูงกว่า สถาปัตยกรรม Pascal ออกมาในอีกไม่นานจากนี้ กดหาอ่านที่นี่

 

 

เป็นอย่างไรกันบ้างครับ อย่างน้อยก็มีทิศทางที่ค่อนข้างจะมีน้ำหนักมากพอที่จะชี้วัดแล้วว่า GTX 2080 น่าจะมีความแรงที่มากพอที่จะเล่นเกมในแบบ 4K Max Graphic Setting ได้เกิน 60fps หรืออาจจะสูงแตะเกิน 100 fps ในบางจังหวะก็เป็นได้ ทั้งหมดที่พูดมาก็เป็นบทวิเคราะห์ความน่าจะเป็นที่คาดว่าจะเกิดขึ้นกับ Geforce 2000 Series ที่ใกล้จะมาในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ หากข้อมูลที่นำเสนอมีจุดไหนที่ผิดพลาดแต่ประการใด ทางผู้เขียนต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

 

 

Share This:

931 ผู้เข้าชม

NVIDIA ปรับแต่งประสิทธิภาพของ GeForce MX150 ใน Ultrabooks

 

หลังจากที่ NVIDIA เปิดตัว GPU GeForce MX150 สำหรับโน๊ตบุค/อัลตราบุ๊คอย่างเงียบๆ ในเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา จากข้อมูลปรากกฎว่า GeForce MX150 จะมีอยู่สอง 2 รุ่นด้วยกันโดยสังเกตุได้จาก Device ID ที่จะระบุไว้ในชื่อ 1D10 และ 1D12 ซึ่ง 1D12 จะเป็นตัวที่มีความเร็วน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม NVIDIA หรือผู้ผลิตคอมพิวเตอร์สำหรับพกพานั้นยังไม่ได้ระบุถึงชื่อรุ่นที่แตกต่างกันได้ ผู้ที่ได้ซื้อโน้ตบุ๊คหรืออัลตร้าบุ๊กที่มีการใช้งาน Nvidia GeForce MX150 อาจต้องสังเกตุกันนิดหน่อยเพื่อให้ได้รุ่นที่ต้องการ ซึ่งถ้าเป็นการสังเกตุโดยทั่วไปนั้นจะไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ ซึ่งจะต้องเข้าไปตรวจสอบจาก Device ID แต่ถ้าใครไม่ถนัดในการเข้าไปสังเกตุที่ด้านใน อาจจะใช้โปรแกรมเสริมอย่าง GPU-Z เพื่อตรวจสอบข้อมูลดังกว่าว

ชื่อเดียวกันแต่สองสายพันธ์ต่างกันมากหรือไม่!

GeForce MX150 ในรุ่น 1D10 มีความเร็วของสัญญาณนาฬิกา 1469 MHz (ฺBase) 1532 MHz (Boots) และความเร็วของสัญญาณนาฬิกาหน่วยความจำ 1502 MHz พบได้ในรุ่น MSI PL62 และ Asus Zenbook UX430UN ส่วนรุ่น Lenovo IdeaPad 320S, ZenBook 13 UX331UN, Xiaomi Mi 13.3, HP Envy 13 และ ZenBook UX331UA จะใช้งาน GeForce MX150 รุ่น 1D12 มีความเร็วของสัญญาณนาฬิกา 937 MHz (ฺBase) 1038 MHz (Boots) และความเร็วของสัญญาณนาฬิกาหน่วยความจำ 1253 MHz ซึ่งถ้าดูเพียงแค่ความเร็วนั้นก็จะมีประสิทธิภาพที่แตกต่างกันประมาณ 36% โดยผลทดสอบจาก 3DMark และ 3DMark 11 มีผลการทดสอบที่แตกต่างกันประมาณ 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ จากการทดสอบโดยโน้ตบุ๊ค 13 รุ่นที่ทดสอบโดย Notebookcheck มี 5 รุ่นที่ติดตั้ง GeForce MX150 รุ่น 1D12 ซึ่งสาเหตุหลักในการเลือกใช้งาน Nvidia GeForce MX150 ในรุ่น 1D12 น่าจะเพราะต้องการจำกัดการใช้งาน TDP ที่ 10W ใน Ultrabook ซึ่งเมื่อเทียบกับรุ่น 1D10 แล้วจะใช้งาน TDP 25 W ซึ่งก็สอดคล้องกับที่รุ่น 1D12 มีการใช้งานเฉพาะในโน้ตบุ๊คขนาด 13 นิ้วเท่านั้น

GeForce MX150

1D12 1D10
   

 

ที่มา : techpowerup

Share This:

726 ผู้เข้าชม

จอแสดงผลสนับสนุน NVIDIA G-SYNC HDR 4K @144 Hz คาดว่าจะเปิดตัวภายในเดือนเมษายนนี้จาก ASUS และ Acer

 

ตามกำหนดการแล้ว NVIDIA อาจจะมีการเปิดตัวเทคโนโลยี G-SYNC HDR สำหรับผู้เล่นเกมส์ในปีที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันเรายังไม่พบเห็นถึงผลิตภัณฑ์ที่มีอยู่ในตลาดที่มีคุณสมบัติดังกล่าวบรรจุอยู่ด้วย อย่างไรก็ตามข้อมูลล่าสุดจาก NVIDIA คาดว่าผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่สนับสนุนเทคโนโลยี G-SYNC HDR จะเปิดตัวในช่วงเดือนเมษายนที่จะถึงนี้

NVIDIA G-SYNC HDR 4K 144 Hz จะเปิดตัวในเดือนเมษายน แต่จะมีการ์ดจอที่สามารถเล่นเกมส์เหล่านี้ได้หรือไม่?

จอแสดงผลที่สนับสนุนเทคโนโลยี NVIDIA G-SYNC HDR ถูกพัฒนาขึ้นมาควบคู่ไปกับ AU Optronics เพื่อมอบประสบการณ์การเล่นเกมบนเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด แตกต่างจากทีวีที่มีระบบ HDR ซึ่งจอแสดงผลเหล่านี้ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองต่อความพึงพอใจของผู้ชื่นชอบการเล่นเกมส์โดยเฉพาะ ซึ่งทำให้ลดอาการภาพฉีกหรือการมาไม่ต่อเนื่องของภาพในขณะเล่นเกมส์ รวมถึงการให้ภาพที่มีสีสรรสวยงามจากเทคโนโลยี HDR

ในการประกาศเปิดตัวครั้งแรก NVIDIA ได้แสดงผลิตภัณฑ์จำนวนสองรุ่นที่จะใช้เทคโนโลยี G-SYNC HDR ได้แก่ ASUS ROG SWIFT PG27UQ และ Acer Predator X27 ซึ่งจอแสดงผลทั้งสองรุ่นนี้จะใช้ G-SYNC HDR ของ NVIDIA ที่จะมีความละเอียด 3840 x 2160 (4K) อัตราการรีเฟรชเรทที่ 144 Hz ความสว่างประมาณ 1000 nits และ 384 โซน LED Backlight โดยแต่ละโซนสามารถควบคุมได้อิสระ

 ตามที่ Anandtech เคยให้เหตุผลถึงการเลื่อนกำหนดการเปิดตัวอย่างแท้จริงน่าจะเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงข้อกำหนดบางอย่างสำหรับเทคโนโลยีโดย NVIDIA แม้ว่าจะมีการประกาศถึงการเปิดตัวอย่างเป็นทางการว่าจะอยู่ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2560-2561 แต่ NVIDIA ได้เปิดเผยในที่สุดว่าในงาน GDC 2018 จะมีการเปิดตัวจอแสดงผลนี้แน่นอนในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 ซึ่งถ้าดูแล้วน่าจะต้องกระทำก่อนในวันที่ 29 เมษายน พ.ศ.2561 สำหรับราคาของ ASUS STRIX ROG Swift PG27UQ มีราคาอยู่ที่ $1199 จากที่เคยแง้มมารอบก่อนแต่ตอนนี้ยังไม่แน่ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนหรือไม่จากเวลาที่ล่าช้าออกไป เทคโนโลยีจาก NVIDIA ได้ถูกสร้างขึ้นมาเอาใจสำหรับตลาดจอแสดงผลให้เหล่าเกมส์เมอร์ นอกจากนี้ NVIDIA ยังได้ประกาศเปิดตัว BFGD หรือ Big Format Gaming ขนาด 65 นิ้วที่ CES 2018 ซึ่งมาพร้อมกับ G-SYNC HDR 4K 120 Hz อีกด้วย

การ์ดจอที่มีอยู่สามารถเล่นได้เต็มประสิทธิภาพไหม?

สิ่งสำคัญที่สุดคือว่าจะมีการ์ดจอที่รับกับประสิทธิภาพ 4K HDR 144Hz ไหวไหมคิดว่าหลายๆคนคงอาจส่ายหน้าหนีก็เป็นได้ เพราะลำพังแค่การใช้งาน 4K 60Hz ก็เต็มกลืนกับการ์ดแสดงผลอย่าง GTX 1080Ti ที่นับว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับเหล่าเกมส์เมอร์ในปัจจุบัน แต่ว่าการที่ต้องมีการประมวลภาพแบบ HDR และให้ได้เฟรมเรทถึง 144Hz นั้นทำให้อาจลุ้นได้ว่าในเดือนเมษายนนี้อาจมีการเปิดตัวการ์ดจอที่สามารถรับมือกับเทคโนโลยี NVIDIA G-SYNC HDR ก็เป็นได้ (ซึ่งอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้มีการเลื่อนการเปิดตัว NVIDIA G-SYNC HDR ก็เป็นได้)

สุดท้ายคาดว่าถ้าต้องการเล่นบนความละเอียด NVIDIA G-SYNC HDR 4K 144Hz นั้นอาจจะต้องพึ่งพากราฟฟิกการ์ดมากกว่า 1 ใบ ซึ่งการ SLI ก็ดูแล้วน่าจะเป็นคำตอบที่ดี อีกอย่างที่เราจะสังเกตุได้ว่าในปีนี้น่าจะมีการเปิดตัว NVIDIA G-SYNC HDR อย่างแน่นอนจากการที่ Intel (8 Core + Z390) ได้ทำสงคราม War Core กับทาง AMD (Ryzen 2700X + X470) ที่ CPU ระดับ Mainstream มีการใช้งานในระดับ 8 Core กันแล้วในปัจจุบันอันใกล้นี้ ซึ่งใครที่เตรียมรับมีกับเทคโนโลยีใหม่ดังกล่าว ก็อาจถึงเวลาต้องปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ในเครื่องกันเสียที แล้วเพื่อนๆ ละพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงนี้แล้วหรือยัง?

ที่มา : wccftech

Share This: