7.8K ผู้เข้าชม

ลองคาดการณ์ประสิทธิภาพของ NVIDIA Geforce GTX 2080 GPU 12nm นาม Volta

 

จากข้อมูลที่เคยได้รับมา ดูเหมือนว่า Nvidia มีแผนการที่จะเปิดตัวกราฟฟิกการ์ดรุ่นใหม่ในปี พ.ศ. 2561 ด้วยสถาปัตยกรรม Volta ซึ่งในตอนนี้เท่าพอทราบว่าจะมีรหัส GPU GV1XX เข้ามาแทน GP1XX ที่ใช้ใน GTX 10XX Series แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้รหัสเป็น GTX 11XX (1170/1180) หรือ GTX 20XX (2070/2080) กันแน่ โดยมันจะมาแทนที่ GTX 1070/1080 ในปัจจุบัน

เราได้ทำการคาดคะเนถึงประสิทธิภาพของ GTX ในรุ่น 1180/2080 จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า GTX 1080 ประมาณ 30-40% เป็นไปได้มันอาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่า GTX 1080Ti ราวๆ 10-15% กับขนาดทรานชิตเตอร์ภายในขนาดเท่ากับ GP102 ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ 16nm แต่ GV102 จะใช้เทคโนโลยี 12nm เข้ามาแทนที่ จึงทำให้ GV100 นั้นจะมีค่า TFLOPs โดยประมาณการได้ที่ราวๆ 40% ของ GP100 ที่ 21.2/10.6/5.3 TFLOPs (Half, Single, Double) เราก็คิดว่า GP100 ก็น่าจะทำได้ราวๆ 30/15/7.5 TFLOPs ต้องมารอดูว่าในซี่รี่ย์ x70/x80 นั้นจะทำได้เท่าไหร่กันแน่?

จาก Time Line ในด้านประสิทธภาพของ NVIDIA ในแต่ละครั้งที่เปิดวางจำหน่ายจะเป็นดังนี้

  • Fermi GF100 (Flag Ship) GTX 480 ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 570 (Fermi GF110)
  • Fermi GF110 (Flag Ship) GTX 580 ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 670 (Kepler GK104)
  • Kepler GK104 (Flag Ship) GTX 680 ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 770 (Kepler GK104 Re-Brand)
  • Kepler GK110 (Flag Ship) GTX 780 Ti / Titan Black ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 970 (Maxwell GM204)
  • Maxwell GM200 (Flag Ship) GTX 980 Ti / Titan X ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 1070 (Pascal GP104)
  • Pascal GP102 (Flag Ship) GTX 1080 Ti / Titan Xp ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 2070 (Volta GV ???)

จาก Time Line ที่เราเห็นกัน พอจะสรุปได้คร่าวๆครับว่า GTX 2070 น่าจะมีความแรงที่ระดับ GTX Titan Xp / GTX 1080 Ti หรืออาจสูงกว่าเล็กน้อย ฉนั้นจึงไม่น่าแปลกใจถ้า GTX 2080 จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า GTX Titan Xp / GTX 1080 Ti อย่า่งน้อยที่สุดก็คือ  15% ขึ้นไป

และอีกจุดที่น่าสังเกตุที่เป็นไปได้อีกว่า GTX 2080 จะไม่ใช่ตัว Flag Ship เหมือนเช่นเคย แปลว่า NVIDIA อาจจะมีตัวที่เป็น Flag Ship อย่าง GTX 2080 Ti , GTX Titan XV , GTX 2090 อะไรแบบนี้เป็นต้น ที่จะมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า GTX 2080 ขึ้นไปอีกอย่างน้อยก็ 25-30% ก็เป็นได้

ด้านความเร็วของ GPU นั้นอาจไม่ได้มีการปรับขึ้นด้วยจากความเร็วปัจจุบันของ Pascal ที่มากอยู่แล้ว แต่จะเป็นการเพิ่มจำนวนของทรานซิตเตอร์เข้าไป จะทำให้ตัวชิปมี CUDA Core เพิ่มมากขึ้น ส่วนหน่วยความจำที่ใช้น่าจะเลือกใช้งาน GDDR6 จาก Hynix’s ซึ่ง GDDR6 จะมีความพร้อมให้นำไปใช้งานได้ในไตรมาสที่สี่ปีนี้ และจะมีความจุเริ่มต้นให้ใช้งานที่ 8GB กับความเร็วสูงสุดที่ระดับ 14Gbps แต่โดยทั่วไปแล้วน่าจะเลือกใช้ที่ 12Gbps ก็จะทำให้มีแบนด์วิธรวมสูงสุดถึง 672GB/s ที่ 384bit หรือ 448GB/s ที่ 256bit ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ GDDR5

ทำไมถึงจะต้องเป็น GDDR6 แทนที่จะเป็น GDDR5X? – เพราะ NVIDIA เองได้มีการเลื่อนการวางจำหน่าย GTX 2000 Series ออกไปเป็นปี 2018 จากเดิมที่เคยมีแผนการจะวางจำหน่ายในปี 2017 นี้

เหตุผลหลักก็คือ GDDR6 เป็นมาตรฐานเปิดสำหรับตลาดทั่วไปที่สินค้า หลายๆเจ้าเลือกที่จะเอามาใช้งาน ด้วยเพราะเหตุนี้จึงทำให้ต้นทุน GDDR6 มีราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าการที่จะใช้ GDDR5X ที่เป็นเทคโนโลยีของ Micron เพราะเป็นเทคโนโลยีแบบผู้ขาด จึงมีอัตราการผลิตที่ไม่ได้สูงเทียบเท่ากับการที่จะมาใช้ GDDR6 ที่ผู้ผลิตจ้าวอื่นๆสามารถเอามาใช้งานได้

อีกประเด็นที่เข้ามาตอกย้ำความที่ NVIDIA จำเป็นต้องเลือกใช้ GDDR6 นั้นก็คือทางฝั่ง AMD ก็เล็งที่จะใช้เม็ดแรม GDDR6 เพื่อเข้ามาใช้งานร่วมกับกราฟฟิคการ์ด Radeon ของตนเช่นกัน ด้วยความที่มันมีราคาถูกกว่า HBM2 อยู่มากแต่ให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า GDDR5 เดิมค่อนข้างสูง มันจึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ณ เวลานี้ สำหรับตลาดการ์ดจอในปี 2018 นี้

ซึ่งทาง NVIDIA เองจะได้ใช้ GDDR6 ก่อนทางฝั่ง AMD ครับ แต่ว่า HBM2 ก็ไม่ได้ว่าจะไม่มีบทบาทอะไร แต่มันเป็นการแบ่งตลาดกันอย่างชัดเจนครับว่า GDDR6 จะถูกเอามาใช้กับการ์ดจอระดับตลาดกลางถึงกลางบน และ HBM2 จะถูกนำไปใช้กับการ์ดจอที่อยู่ตลาดบนเท่านั้น แต่ เหตุผลที่ NVIDIA เลือกใช้ GDDR6 ไปเลยสำหรับ GTX 2080 อาจจะเป็นเพราะต้นทุนที่ต่ำกว่า HBM2 ในเวลานี้ครับ

สำหรับการ Overclock นั้นเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ระดับ 12nm นั้นจะสามารถเพิ่มไฟได้เท่าไหร่ ด้วยการที่เป็น 12nm ในสายการผลิตแรกนั้นย่อมต้องยอมรับว่าอาจไม่สามารถเพิ่มไฟได้ตามที่ต้องการมาก ซึ่งอาจทำให้การ Overclock อาจไม่ได้สูงจากค่ามาตรฐานเท่าไหร่นัก แต่อย่างไรก็ดีอาจทำได้ง่ายขึ้นอย่างมาก เพราะจากข่าวลือที่ว่าสายการผลิตที่ 12nm ที่จะใช้นั้นเป็นการปรัรบปรุงประสิทธิภาพของสายการผลิตที่ 16nm จะเป็นลดช่องว่างระหว่างทรานชิตเตอร์ให้มีช่องว่างให้แคบน้อยลง และถ้ามันเป็นตามนี้จริงแล้ว อาจทำให้การ Overclock นั้นสามารถทำได้ไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก ด้วยการที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ถูกปรับปรุงใหม่ให้ดีขึ้นนั้นเองครับ

 

Share This: