2.9K ผู้เข้าชม

รีวิว-ทดสอบ ASUS Geforce GTX 1080 Ti STRIX ปะทะ GTX 1080 ในแบบ 4K และ 1080p

 

สวัสดีเพื่อนๆชาง GcubeZ ทุกๆท่านที่เข้ามาอ่านการทดสอบการ์ดจอครับ วันนี้เราก็ได้มีโอกาสหยิบยืมเอาการ์ดจอทดสอบมาแบรนด์ ASUS ที่เราหลายๆคนรู้จักกันเป็นอย่างดี ซึ่งคราวนี้จะมาในรุ่นใหญ่ๆเลยอย่าง GTX 1080 Ti Overclock แต่ครั้นจะให้เราทดสอบกันธรรมดาๆเหมือนครั้งก่อนๆมันก็กะไรอยู่ วันนี้ผมเลยจัดทีเด็ดให้เพื่อได้รับชมการทดสอบการใช้งาน ไวถึง 3 รูปแบบด้วยกัน

  • การทดสอบเทียบกับ GTX 1080 Founder
  • การทดสอบในแบบความละเอียดของจอ FHD และ 4K
  • แถมด้วยวิดีโอสาธิตการใช้ การ์ดจอสตรีมภาพด้วยการใช้ความสามารถ NVIDIA GPU Encode

ASUS แบรนด์ที่เรารู้จักกันดีในผู้ผลิตการ์ดจอให้กับฝั่ง NVIDIA AMD ซึ่งมีสินค้าที่เกี่ยวกับ GPU คอมพิวเตอร์ออกมามากมายหลายรุ่น อทิเช่น การ์ดจอ PC / Mini Computer / Mini PC / เมนบอร์ด Intel – AMD / โทรศัพท์มือถือ แท็ปเล็ต / จอมอนิเตอร์ / เกมมิ่งเกียร์  และอุปกรณ์เสริมต่างๆ หาดูรายละเอียดได้ที่นี่ ซึ่งสินค้าที่เราได้มาทดสอบกันในวันนี้เป็นการ์ดจอที่เป็นชิปรุ่นเรือธง (ไม่นับ Titan Xp) ใน Series 1000 ของ Nvidia นั้นก็คือ ASUS Geforce GTX 1080 Ti STRIX OC Edition ที่เป็นรุ่นที่ทำการ Overclock สัญญาณนาฬิกามาจากโรงงานให้แล้วครับ


กล่องบรรจุภัณฑ์ประมาณนี้ ซึ่งดีไซน์การออกแบบใน STRIX จะคล้ายๆหรือเกือบจะเหมือนกันแทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น GTX 1060 1070 1070 Ti 1080 เป็นต้น แต่วันนี้เราพูดถึง 1080 Ti ครับ ซึ่งมันก็ยังคงมาตรฐานดีไซน์ได้สวยเสมอต้นเสมอปลาย

เมื่อเปิดตัวกล่องออกมาก็จะเจอกับแพ็คเก็จสีดำทะมึน ที่เป็นตัวกล่องและมีฟองน้ำห่อหุ้มตัวการ์ดจอกันกระแทกเอาไว้หนาๆเลย และก็มีพวกสายไฟต่อแปลงไฟการ์ดจอ 8 Pin สองชุดด้วยกัน ตลอดจนมีการแถมสายรัดตีนตุ๊กแกมา 3 เส้น และก็แผ่นไดร์เวอร์กับคู่มือการใช้งานเท่านั้นครับ


ดีไซน์ของตัวการ์ดจอทำออกมาได้สวยงามดีครับตั้งแต่การฉีดพลาสติกทำกรอบฮีตซิ้งค์ สามารถเก็บงานได้ดี งานประกอบจัดได้แนบเนียนและดูดี ซึ่งจะว่าไปแล้วการ์ดที่มีดีไซน์ STRIX แบบนี้จะมีเฉพาะในรุ่น GTX 1070 ขึ้นไปในฝั่ง Nvidia และ AMD ในรุ่น RX 580 ขึ้นไปครับ

ด้านข้างตัวการ์ดจอกินพื้นที่ในส่วนของการติดตั้งการ์ดจออยู่ที่ 2 สล็อตครึ่งด้วยกัน มีสัญลักษณ์โลโก้ Geforce GTX เห็นมาแต่ไกล ส่วนตัวการ์ดจากที่วัดความยาวจาก Plate ยึดการ์ดจอถึงปลายกรอบฮีตซิ้งค์มีความยาว 30 cm พอดิบพอดีครับ เคสประเภท mATX ควรเช็คระยะความยาวที่จะใส่การ์ดจอให้ดีนะครับ

มีช่องต่อไฟ 8 pin PCI-E X 2 = 16 pin ส่วนในการต่อไฟนั้นจะมากกว่ามาตรฐานเล็กน้อยครับ (ปกติจะใช้ 8+6 – 1080Ti FE ) นั้นก็เพราะตัวการ์ดจอมีการ Overclock มาจากโรงงานแล้ว และไฟในส่วนของพัดลมที่เพิ่มเข้ามาด้วยครับ ใครที่คิดจะใช้งงานการ์ดจอตัวนี้ในแบบ 2 ใบ ควรพิจารณา PSU ที่ระดับ 850w ขึ้นไปครับ หรือต่อการ์ดจอใบเดียวก็ควรที่จะใช้ขั้นต่ำที่ 650w ขึ้นไปครับ

มุมมองภาพรวมของตัวการ์ดจอตัวนี้จากด้านหลัง เรียกได้ว่าดีไซน์ตัว Back Plate มาได้สวยงามดุดัน และดูดีเอามากๆ แถมวัสดุที่ใช้ก็เป็นแผ่นอลูมิเนียมหนาสีดำฉลุร้องเป็นเทคเจอร์ และสกรีนลวดลายสวยงามดีมากๆครับ

พัดลมที่ใส่ติดตั้งมาค่อนข้างจะใบพัดไม่ได้หนามากนัก เท่าที่เราจับดูนะครับ (ในจุดนี้อยากให้ทาง ASUS ดีไซน์ใหม่) แต่ส่วนความสวยและรอบใบพัดของพัดลมคือสุดยอดของพัดลมแรงการ์ดจอเวลานี้เลย

สล็อต SLI Connector มีมาตามปกติเลยครับ 1 ชุด ไว้รองรับเทคโนโลยีการ SLI ต่อการ์ดจอมากกว่า 1 ตัว ในการใช้งานคู่กับ GTX 1080 Ti ด้วยกันเอง แอบเห็น Logo Geforce GTX เท่ๆมาด้วย แต่ไม่มีไฟ RGB ในจุดนี้นะครับ

มีช่องต่อไฟ RGB Connector มาให้ด้วย 1 ช่อง เอาไว้สำหรับควบคุมไฟแสดงผลที่ตัวการ์ดจอครับ ถ้าดูดีๆจะเห็นแพลมๆว่า ฮีตไปป์เส้นใหญ่มากๆเลย แต่มันจะใหญ่จริงไหมรอดูกันต่อไปนะครับต่างภาพด้านล่าง

จุดเชื่อมต่อจอด้านหลังการ์ดจอ ให้มาครบมาตรฐาน Display Port 1.3 x 2 ,HDMI 2.0 x 2 ,DVI -i x1


แกะฮีตซิ้งค์การ์ดจอออกมาแล้ว จะเห็นได้ว่ามีการติดตั้งอุปกรณ์ภาคจ่ายไฟให้กับตัวการ์ดจอค่อนข้างจะหนาแน่นอยุ่พอสมควรครับ ซึ่งต้องบอกว่าให้ภาคจ่ายไฟมาเป็นอย่างดีตั้งแต่มอสเฟส VRM เป็นชนิด IRR ที่มีความสามารถในการทดต่อการโหลดพลังงานหนักๆและทนความร้อนสูงๆได้เป็นอย่างดีครับ

การวางจะถูกออกแบบมาสำหรับการติดเม็ดแรม 12 เม็ด (กรณี GTX TITAN Xp – 12GB) แต่เราจะเห็นว่าเม็ดแรมที่ถูกติดตั้งมานั้นจะมีเพียง 11 เม็ดเท่านั้น นั้นก็คือขนาดรวมที่ 11 GB ตกเม็ดละ 1GB ครับ โดยที่แต่ละเม็ดจะมีขนาดของ Bus Width อยู่ที่ 32Bit เมื่อเอามารวมกัน  32×11 = 352 Bit พอดี (GTX TITAN Xp 32×12 = 384 Bit)

เมื่อเราเช็ดซิลิโคนที่ทาเชื่อมกับตัวคอร์ GPU ออกมาจะเห็นว่ามันคือชิปรหัส GP102 ซึ่งเป็นชิปรหัสเดียวกันกับ GTX TITAN X Pascal นั้นเอง เพียงแต่ว่ามันเป็นชิปที่ถูกตัด Cuda Core มา 256 Cuda Core ให้เหลือ 3584 Cuda Core  เพื่อนำมาใช้เป้นการ์ดจอรุ่น GTX 1080 Ti ครับ

แถมบริเวณตัวการ์ด PCB มีการลงอุปกรณ์แผ่นโลหะสีดำเอาไว้ทั้งแผงเลยครับ เผื่อเอาไว้ระบายความร้อนให้กับเม็ดแรม และดึงความร้อนช่วยจาก Mosfet รวมไปถึงทำหน้าที่ด้ามกัน PCB ของการ์ดงอได้อีกด้วย ตรงจุดนี้ขอชื่นชมครับในการใส่ใจต่ออุปกรณ์การ์ดจอรุ่นบนๆแพงๆแบบนี้

ภาพจากอุปกรณ์จ่ายไฟให้กับชิป GTX 1080 TI ครับ ซึ่งจะมียางดูดความร้อนแปะไว้ทุกจุดเพื่อถ่ายเทความร้อนไปยังแผ่นโลหะด้ามการ์ด ทำให้เราไม่ต้องห่วงเรื่องภาคจ่ายไฟของการ์ดจอจะเน่าไวครับสบายใจได้

ส่วนเม็ดแรมที่ติดตั้งมาบนตัว PCB การ์ดจอนั้นเป็นมาตรฐานจากที่เดียวครับ นั้นก็คือ Micron เพราะ Micron เพราะเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีแรมแบบ GDDR5X เพียงเจ้าเดียว และยังไม่มีการขายสิทธิบัตรการผลิตต่อนี้กับใคร นอกจากผลิตเพื่อส่งให้กับ NVIDIA ในการผลิตการ์ดจอ GTX 1080 GTX 1080 Ti GTX TITAN Xp เท่านั้น


สภาพโดยรวมของตัวการ์ดจอหลังแกะฮีตซิ้งค์ออกมา เราจะเห็น heat spreader ที่เป็นแผงนิเกิ้ลขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ถ่ายเทความร้อนของชิปการ์ดจอมายังจุดนี้เพื่อที่จะกระจายความร้อนออกไปยังฮีตซิ้งค์หลักที่อยู่ใต้ฐาน heat spreader นี้

ต่อจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของฮีตไปป์ที่เป็นนิเกิ้ลทำหน้าที่ Transfer ความร้อนจากฮีตซิ้งค์หลักไปยังฮีตซิ้งค์รองที่อยู่ด้านข้าง เพื่อไม่ให้ความร้อนไปกระจุกอยู่ที่ตรงฮีตวิ้งค์หลักที่เดียว จุดประสงค์คือการเอาไว้ระบายความร้อนไม่ให้มันกระจุกอยู่ที่เดียวนานเกินไป ต้องบอกว่า ASUS ใส่ตรงนี้มาให้เยอะมากๆครับ นิเกิ้ลเป็นโลหะที่มีราคาต้นทุนแพงกว่าทองแดงครับ เพราะมีคุณสมบัติในการดูดซับความร้อนและถ่ายเทไปยังฮีตซิ้งค์ได้ไวกว่าไปป์แบบทองแดงครับผม


GPU ที่ใช้ทดสอบคือ Pascal GP 102

สถาปัตยกรรม Pascal GP 102
จำนวนชุดประมวลผล 11CUs
จำนวนหน่วยประมวลผล 3584 Cuda
บัสสูงสุดที่รองรับ PCI Express 3.0X16
ขนาดหน่วยความจํา 11GB GDDR5X
ความเร็วสัญญาณนาฬิกา 1594 Mhz
ความเร็วหน่วยความจำ 1387 Mhz
แบนวิธ 352 bit
DirectX ที่รองรับ 12.1

ประเภทมีเดีย รองรับ
720P
1080P
4K
4KHEVC
FLUID MOTION X
VP8
VP9
NVIDIA Encode

SYSTEM TEST
CPU Intel Core i5 8600K 4.7GHz CoffeeLake
Mother Board ASUS Z370 TUF Pro Gaming
Graphics Accelerator ASUS Geforce GTX 1080 Ti STRIX OC Edition
Memory G-Skill Trident Z RGB 32GB 4*8 3200 cl 16-18-18-38
SSD DEVA c240e – 240GB SATA3
HDD Seagate Sky Hawk 6TB SATA3
PSU Thaermaltake TOUGHPOWER 850W Gold
OS Microsoft Windows 10 Pro 64 Bit Insider Preview

ซึ่งวันนี้ผมจะใช้ค่าความเร็วในการทดสอบประสิทธิภาพการ์ดจอที่ความเร็วปกติ 1,594 MHz และ OC 1,700 MHz Core และ Boost Max 2010 MHz ส่วนของความเร็ว Memory 1,387 MHz *8  (11,100 MHz Effective Memory) OC Memory ไปที่ 1,550 MHz *8 ( 12,400MHz Effective Memory) ระบบปฏิบัติการที่ใช้ในการทดสอบ Microsoft Windows 10 Pro – 64 Bit

Overclock [email protected] Boost 2010 MHz / Mem [email protected] MHz

GTX 1080 Founder Edition OC ASUS GTX 1080 Ti STRIX OC + OC Plus
GPU Pascal GP 104  Pascal GP 102
Core 2560 3584
TMUs 160 224
ROPs 64 88
Clock [email protected] 1725 MHz Boost 3.0 = 2050 MHz 1594 @ 1700 MHz Boost 3.0 = 2010 MHz
Memory Clock [email protected] 1400 MHz *8 Effective 11200 MHz [email protected] 1550 MHz *8  Effective 12,400 Mhz
Memory 8 GB 11 GB
Memory Bus 256 bit 352 bit
Memory Type GDDR5X GDDR5X

การทดสอบวันนี้จะใช้เพียงแค่ 6 เกมยอดนิยม ที่ใช้สเปคเครื่องคอมได้เยอะ แต่จะไปเน้นเปรียบเทียบด้วยการ ทดสอบคู่กับ GTX 1080 ตัวปกติด้วย เพื่อให้เห็นความแรงที่แตกต่างของ GTX 1080 Ti และทั้งนี้เราได้ทดสอบกับความละเอียดของจอแบบ 4K ด้วยครับ

  • อัตรา GPU Load ในแบบ Overclock จะอยุ่ที่ Clock Base 1700 Mhz / Boost 2010 MHz และ mem 12,400 MHz

GTX 1080 TI VS GTX 1080 ON 6 GAME GAME TEST – FHD / 4K ULTRA PRESET


3DMark Fire Strike

คะแนนพุ่งขึ้นมาเยอะพอสมควรครับมาแตะที่ระดับ 30,944 สำหรับ Fire Strike ได้อย่างไม่ยากเย็น เมื่อดูจากคะแนนทดสอบกับ GTX 1080 ที่ผ่านการ Overclockมาสุดๆด้วยแล้วเราก้เห็นได้ชัดว่า GTX 1080 Ti ตัวนี้ทำผลงานได้ดีมากๆครับ เพราะทิ้งห่างคะแนนทดสอบไปเกือบ 7000 คะแนน


แถมท้ายนิดหน่อยนะครับเกี่ยวกับสาธิตการใช้ CPU / GPU Stream Broadcast Youtube / Facebook ที่เราจะได้ใช้ประโยชน์ของการ์ดจอในการทำ GPU Encode สำหรับงานแปลงไฟล์ หรือการสตรีมภาพขณะเล่นเกมด้วยความสามารถของการ์ดจอ NVIDIA


LIVE วิดีโอ Unbox – แกะฮีตซิ้งค์ให้ชมกันสดๆเป็นไงมาดูครับ

Unbox แกะซิ้งค์ ASUS Geforce GTX 1080 Ti STRIX OC Edition

Unbox แกะซิ้งค์ ASUS Geforce GTX 1080 Ti STRIX OC Editionดูบน Youtube : https://www.youtube.com/watch?v=Pf4vD2MQqwIดูบน Twitch : https://www.twitch.tv/videos/218178310

โพสต์โดย GcubeZ บน 13 มกราคม 2018


Temperature (Overclock Mode) Fan Auto System Power Watt
GPU Idle 38c 82 w
GPU Full Load 70c 371 w

Final Thought / Mike GcubeZ : หลังจากทดสอบสิ่งทีผมรู้สึกได้คือในด้านความแรงมันมีสิ่งนึงที่แตกต่างจาก GTX 1080 Ti ในรุ่นปกติ คือมันทำงานได้นิ่งและเสถียรดีครับ อาจจะเพราะอุปกรณ์ภาคจ่ายไฟที่ให้มาเป็นของดีมากๆ และมีชุดระบายความร้อนที่ดีมากๆครับ ส่วนราคาขายต้องถือว่าแรงเอาการอยู่ ทั้งนี้อยู่ที่เพื่อนๆวิเคราะห์กันเองครับว่า งบประมาณเพียงพอและยินดีจะจ่ายหรือไม่

มันดีกว่า GTX 1080 Ti ทั่วไปอย่างไร ? – ตอบตรงๆคือดีกว่าหลายๆยี่ห้อครับเรื่องเสถียรและใช้งานไฟนิ่ง Fps ก็คงทีไม่ค่อยแกว่ง

ระบบภาคจ่ายไฟ – ภาคจ่ายไฟของการ์ดจอเป็นอีกสิ่งนึงที่ควรพิจารณาอย่างมากสำหรับการ์ดจอระดับเกือบบนสุดตัวนี้ เพราะมันมีการเลือกใช้วัสดุที่ดี VRM Mosfet เป็นแบบ IRR ที่ทนและไม่ตายง่ายๆ (แม้จะเคยสลบ แต่ผมก็ไม่ตาย อิอิ)

ชุดระบายความร้อน – เป็นพระเอกอีกตัวที่ไม่ควรมองข้าม วัสดุเป็นโลหะนิเกิ้ลเกือบทั้งหมดครับ แปลว่าไม่ว่ามันจะร้อนเพียงใด อากาศในห้องที่ร้อนก็ส่งผลบ้างกับอุณหภูมของตัวการ์ดจอ แต่ว่ามันก็มีคุณสมบัติที่ดูดซับและถ่ายเทความร้อนได้ไวมากๆ เป็นสิ่งที่การ์ดจอรุ่นใหญ่ๆหลสยๆยี่ห้อควรมี

สุดท้ายแล้ว – ก็อยู่ในเกฑ์มาตรฐาน GTX 1080 Ti ครับสำหรับการ์ดจอรุ่นนี้ อยู่ในระดับที่สูงกว่า GTX 1080 Ti ในแบบมาตรฐานครับไม่ว่าจะเรื่องอุปกรณ์จ่ายไฟ อุปกรณ์ในการทำฮีตซิ้งค์ หรือแม้แต่ความแรงที่ได้รับก็ด้วยเช่นกัน (ราคาก็แรงด้วย)


จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดี แต่ควบคุมอัตรา fps และค่า ft ได้ดี
  • ระบบระบายความร้อนสามารถทำได้ในเกณฑ์ที่ดีมาก
  • วัสดุตัวการ์ดทั้งหมดดีมากและการออกแบบตัวการ์ดทำได้ดีสวยงามและดูคงทน
  • มีไฟ RGB ทั้งด้านข้าง ด้านหลัง และจากในตัวการ์ด สวยมากๆ
  • ทำ AURA SYNC กับเมนบอร์ดของ ASUS ที่รองรับได้ จะทำให้เล่นลูกเล่นไฟ RGB สวยๆได้ด้วยการสั่งงานผ่านโปรแกรมของ ASUS
  • ใช้ Memory แบบ 11.1Gbs และสามารถ OC ไปได้ถึง 12.4Gbs

จุดที่ควรปรับปรุง

  • ราคาจัดจำหน่ายสูง ควรมีอุปกรณ์บันเดิ้ลแถมให้หรือของสะสม หากไม่มีจุดนี้ควรขายให้ถูกกว่านี้อีกหน่อย
  • ใบพัดลมดูไม่ค่อยแข็งแรงเท่าที่ควร น่าจะออกแบบมาให้ใบหนากว่านี้

ขอขอบคุณ ASUSTEK ประเทศไทย ที่สนับสนุนของทดสอบให้กับเราในวันนี้ครับ

Share This:

593 ผู้เข้าชม

EVGA GTX 1080 Ti K|NGP|N Hydro Copper

 

K|NGP|N (Kingpin) เป็นรุ่นในระดับพรีเมียมของ EVGA ที่เล็งเป้าหมายไปที่ผู้ชื่นชอบการโอเวอร์คล๊อกโดยแท้จริง ซึ่งการ์ดเหล่าออกแบบมาสำหรับการโอเวอร์คล๊อกอย่างมากซึ่งทาง EVGA รับประกันว่าสามารถโอเวอร์คล็อกได้ที่ความเร็ว 2025 MHz ซึ่งอาจดูเหมือนไม่สูงนัก แต่ว่าก็ถือเป็นความเร็วที่ดีที่ทาง EVGA สามารถไปได้ทุกตัว

ตัวการ์ดออกแบบโดยมีเซ็นเซอร์วัดความร้อน 9 ตัว จุดวัดแรงดันและ ฺฺBackplate ที่เต็มทั้งตัวการ์ด นอกจากนี้การให้พลังงานก็ไม่น้อยหน้าด้วยภาคจ่ายไฟแบบ 10 + 3 เฟส ต้องการพลังเพียง 8 Pin x2 ออกแบบมาที่ด้านหลังซึ่งอาจแปลกตาสักหน่อยแต่ก็เพื่อการจัดสายไฟด้วยส่วนหนึ่งนั่นเอง ส่วนภาคแสดงผลนั้นมีการใช้งานพอร์ต mini DisplayPorts x3, HDMI และ DVI ซึ่งตรงนี้อาจแปลกตาไปอีกสักนิดแต่นั่นเพราะตัวการ์ดได้ออกแบบมาเพียง 1 สล็อตเท่านั้นการจะใส่พอร์ตการแสดงผลเหมือน Ref-Card อาจจะยากเสียหน่อย

ที่มา : videocardz

Share This:

814 ผู้เข้าชม

AMD คว้ารางวัล Best Brand, Ryzen ได้รับรางวัล Best PC Component และ NVIDIA GTX 1080 Ti ได้รางวัล Best GPU จาก TR Awards 2017

 

ในปีนี้ AMD ได้สร้างความฮึอฮาจากการเปิดตัวสถาปัตยกรรมไมโครโปรเซสเซอร์ CPU และ GPU ในรุ่นใหม่ของ AMD โดยมี Ryzen, Threadripper และ Vega และทาง Nvidia ก็ยังมี GPU GP102 ในรุ่นใหญ่อย่าง GTX 1080 Ti สุดท้ายก็เป็นทาง Intel ที่ได้ออก Skylake-X และ Coffee Lake นี่คงจะบอกได้ว่าในปีนี้นั้นเป็นปีที่ไม่เงียบเลยกับฮาร์ดแวร์ที่ออกมาและก็เหมือนกับทุกปีที่จะมีการจัดลำลับฮาร์ดแวร์โดย TR Awards

รางวัลแรกกับ Best Brand ที่นับว่าเป็นยี่ห้อที่ดีที่สุดและ Ryzen ก็ได้รับรางวัล Best PC Component ซึ่งก็ไม่ต้องแปลกใจเลยกับการเปิดตัวของ AMD Ryzen และ Threadripper ที่ออกมาครอบคลุมตั้งแต่คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป เวิร์คสเตชั่น รวมถึง GPU ในชื่อรุ่น VEGA ซึ่งก็ทำให้ได้รับรางวัลทั้งสองไปอย่างไม่มีข้อกังขาใดๆ

Ryzen นั้นประสบความสำเร็จอย่างมากกับการทำให้สามารถกลับมายึดครองตลาดระดับ  high-end ซึ่งครอบครองโดย Intel ซึ่งดูได้จากยอดขายของ CPU ของ AMD ที่สามารถเอาชนะ Intel ได้ในรอบกว่าทศวรรษที่ผ่านมา

NVIDIA ยังคงเป็นผู้นำด้านตลาดกราฟฟิกการ์ดโดยได้ GPU Pascal ที่ยังครองอันดับอย่างเหนียวแน่น โดยเฉพาะการ์ดรุ่นใหญ่อย่าง GTX 1080 Ti ที่สามารถก้าวเข้ามาทดแทน GPU GTX Titan X ได้โดยมีราคาที่ถูกกว่า ซึ่งก็ทำให้ได้รับรางวัล Best GPU ไปได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

แม้จะมีความกระตือรือร้นเมื่อเร็วๆนี้จาก Intel ได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ Skylake-X แต่ก็ยังมีราคาที่สูงกว่า AMD Threadripper ซึ่งก็ได้มีการแก้ทางต่อด้วย Coffee Lake ซึ่งก็ได้ร่นระยะเวลาในการเปิดตัวให้เร็วขึ้นซึ่งก็ต้องประสบปัญหากับการขาดแคลนของ CPU ที่จะส่งให้กับผู้ใช้งานซึ่งก็คาดว่าเมื่อสถานการณ์เป็นปกติแล้วจะทำให้การแข่งขันในปี พ.ศ. 2561 นั้นมีความดุเดือดเพิ่มมากขึ้น

ที่มา : wccftech

Share This:

5.4K ผู้เข้าชม

รีวิว-ทดสอบ Zotac Geforce GTX 1080 Ti Amp! Edition ให้ได้มากกว่าราคาที่จ่าย

 

สวัสดีครับตอนนี้เรามาอยู่กับการ์ดจอที่เราไม่ได้ทดสอบกันมานานแล้วเป็นยี่ห้อ ZOTAC ที่เราคุ้นเคยกันเป้นอย่างดี ซึ่งทั้งนี้ก็ได้เปลี่ยนผู้จัดจำหน่ายไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว นั้นก้คือ SVOA ในปัจจุบันนั้นเอง เอาละเรามาเริ่มพูดคุยกันถึงตัวการ์ดจอจอยี่ห้อนี้กันซะก่อนนะครับ

ZOTAC แบรนด์ที่เรารู้จักกันดีในผู้ผลิตการ์ดจอให้กับฝั่ง NVIDIA ซึ่งมีสินค้าที่เกี่ยวกับ GPU คอมพิวเตอร์ออกมามากมายหลายรุ่น อทิเช่น การ์ดจอ PC / Mini Computer / Mini PC / เมนบอร์ด / SSD / โทรศัพท์มือถือ /  และอุปกรณ์เสริมต่างๆ หาดูรายละเอียดได้ที่นี่ ซึ่งสินค้าที่เราได้มาทดสอบกันในวันนี้เป็นการ์ดจอที่เป็นชิปรุ่นเรือธง (ไม่นับ Titan Xp) ใน Series 1000 ของ Nvidia นั้นก็คือ ZOTAC Geforce GTX 1080 Ti AMP! Edition ที่เป็นรุ่นที่ทำการ Overclock สัญญาณนาฬิกามาจากโรงงานให้แล้วครับ


กล่องบรรจุภัณฑ์ประมาณนี้ เรียกได้ว่าแทบจะเหมือนกันแทบทุกรุ่นเลย เป็นเอกลักษณ์ไปแล้วสำหรับยี่ห้อนี้ครับ การออกแบบทำได้สวยงามดี ติดตรงที่ดีไซน์มันเหมือนเดิมทุกรุ่นเลย บางคนอาจจะเบื่อแล้วก็ได้ แต่ผมเฉยๆนะครับกับเรื่องดีไซน์ของกล่องบรรจุภณฑ์

เมื่อเปิดตัวกล่องออกมาก็จะเจอกับฟองน้ำห่อหุ้มตัวการ์ดจอกันกระแทกเอาไว้หนาๆเลย และก็มีพวกสายไฟต่อแปลงไฟการ์ดจอ 8 Pin สองชุดด้วยกัน และก็แผ่นไดร์เวอร์กับคู่มือการใช้งานเท่านั้นครับ


ดีไซน์ของตัวการ์ดจอทำออกมาได้สวยงามดีครับตั้งแต่การฉีดพลาสติกทำกรอบฮีตซิ้งค์ สามารถเก็บงานได้ดี แต่น่าเสียดายตรงที่บริเวณร่องที่เป็นลวดลาย ถ้าสามารถตัดเส้นสีเหลืองตามร้องต่างๆได้ หรือให้ร่องเป็นสีเทาดำเหมือนเดิม แต่ทำให้ผิวชั้นบนเป็นสีเหลือง Glossy เงาๆจะสวยบาดตาบาดใจเลยละ แต่ว่าก็สามารถเอาไปโมแต่งสีกันเองก็ได้ครับ แต่ผมไม่มั่นใจว่ามันจะมีผลต่อประกันหรือไม่ ต้องสอบถามไปกับทางแบรนด์ดูครับ

ด้านข้างตัวการ์ดจอกินพื้นที่ในส่วนของการติดตั้งการ์ดจออยู่ที่ 2 สล็อตด้วยกัน มีสัญลักษณ์โลโก้ ZOTAC ด้านข้างบริเวณตรงกลาง ที่ขณะต่อการ์ดใช้งานจะมีไฟแสดงผลที่โลโก้เพื่อความสวยงามและเข้ากับยุคสมัยของอะไรๆก็ใช้ไฟแต่งคอมครับ

มีช่องต่อไฟ 8 pin PCI-E X 2 = 16 pin ส่วนในการต่อไฟนั้นจะมากกว่ามาตรฐานเล็กน้อยครับ (ปกติจะใช้ 8+6 – 1080Ti FE ) นั้นก้เพราะตัวการ์ดจอมีการ Overclock มาจากโรงงานแล้ว และไฟในส่วนของพัดลมที่เพิ่มเข้ามาด้วยครับ ใครที่คิดจะใช้งงานการ์ดจอตัวนี้ในแบบ 2 ใบ ควรพิจารณา PSU ที่ระดับ 850w ขึ้นไปครับ หรือต่อการ์ดจอใบเดียวก็ควรที่จะใช้ขั้นต่ำที่ 650w ขึ้นไปครับ

มุมมองภาพรวมของตัวการ์ดจอตัวนี้ แลดูแล้วคลายคลึงกับเครื่องบิน stealth + ยานอวกาศเลยครับ 555

พัดลมที่ใส่ติดตั้งมาค่อนข้างจะใบหน้ามากดีครับมันแข็งแรงดีไม่น่าจะหักง่ายๆเท่าไหร่ และอีกอย่างคือที่ตัวสลิ๊กเกอร์วงกลมโลโก้ เป็นสติ๊กเกอร์อลูมิเนียมนะครับ เพิ่ม Value ให้สินค้าดูดีอยู่เหมือนกัน

Back Plate เป็นอลูมิเนียมชิ้นสีดำทั้งแผ่นมีการเจาะรูเป็นริ้วๆทางเฉียงเพื่อไล่อากาศร้อนออกหลัง PCB ได้ง่ายขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยในด้านการระบายลมร้อนออกหลังการ์ดแต่อย่างใด วัตถุประสงคืคือเอาไว้เพื่อความสวยงามและเอาไว้ดามการ์ดไม่ให้ PCB งอง่ายๆเวลาใช้งานไปนานๆ (กรณีสำหรับเคสแนวตั้ง)

 

สล็อต SLI Connector มีมาตามปกติเลยครับ 1 ชุด ไว้รองรับเทคโนโลยีการ SLI ต่อการ์ดจอมากกว่า 1 ตัว ในการใช้งานคู่กับ GTX 1080 Ti ด้วยกันเอง

ตัวบูสต์พลังงานให้กับตัวชิปการ์ดจอครับ จุดประสงค์ของมันก็เพื่อให้สามารถควบคุมอัตราไฟเลี้ยงให้คงที่ และนิ่งยิ่งขึ้น เพราะการ์ดจอจากฝั่ง NVIDIA นั้น จะใช้เทคโนโลยีที่เรียกว่า GPU Boost 3.0 เป็นเทคโนโลยีที่ต่อยอดมาจาก GPU Boost 2.0 ที่เคยอยู่ในสถาปัตยกรรม Maxwell ( GTX900 Series) ซึ่งไอ้เจ้า GPU Boost 3.0 นี่แหละมันจะเป็นช่วงที่การ์ดจอสูบไฟหนัก การที่จะให้การ์ดจอทำงาน Boost Clock ได้นิ่งๆ จำเป็นต้องมีองค์ประกอบอยู่ 3 จุดใหญ่ๆคือ

  • ฮีตซิ้งค์ระบายความร้อนที่ดี
  • ภาคจ่ายไฟพวก Mosfet ที่ดีและมากพอ
  • การต่อไฟเลี้ยงให้กับการ์ดจอจะต้องเพียงพอและต้องเหลือๆมากกว่าขาด

แต่ว่า power Boost ตัวนี้ถ้าให้เปรียบเทียบมันก็คล้ายๆกับภาคขยายเสียงของเครื่องเสียงนั้นแหละครับ คือเน้นให้เสียงแรงและชัดเจนนิ่งๆ ซึ่ง Power Boost ตัวนี้ก็คือการขยายไฟให้เหมาะสมกับ GPU Load ครับมันทำให้ไฟที่ได้เพียงพอและนิ่งครับ

มีช่องต่อไฟ RGB Connector มาให้ด้วย 1 ช่อง เอาไว้สำหรับควบคุมไฟแสดงผลที่ตัวการ์ดจอครับ ถ้าดูดีๆจะเห็นแพลมๆว่า ฮีตไปป์เส้นใหญ่มากๆเลย แต่มันจะใหญ่จริงไหมรอดูกันต่อไปนะครับต่างภาพด้านล่าง

จุดเชื่อมต่อจอด้านหลังการ์ดจอ ให้มาครบมาตรฐาน Display Port 1.3 x3 ,HDMI 2.0 x1 ,DVI -i x1


แกะฮีตซิ้งค์การ์ดจอออกมาแล้ว จะเห็นได้ว่ามีการติดตั้งอุปกรณ์ภาคจ่ายไฟให้กับตัวการ์ดจอค่อนข้างจะหนาแน่นอยุ่พอสมควรครับ

เมื่อเราเช็ดซิลิโคนที่ทาเชื่อมกับตัวคอร์ GPU ออกมาจะเห็นว่ามันคือชิปรหัส GP102 ซึ่งเป็นชิปรหัสเดียวกันกับ GTX TITAN X Pascal นั้นเอง เพียงแต่ว่ามันเป็นชิปที่ถูกตัด Cuda Core มา 256 Cuda Core ให้เหลือ 3584 Cuda Core  เพื่อนำมาใช้เป้นการ์ดจอรุ่น GTX 1080 Ti ครับ

หากสังเกตบริเวณที่ติดเม็ดแรมสี่เหลี่ยมสีดำๆครับ layout การวางจะถูกออกแบบมาสำหรับการติดเม็ดแรม 12 เม็ด (กรณี GTX TITAN Xp – 12GB) แต่เราจะเห็นว่าเม็ดแรมที่ถูกติดตั้งมานั้นจะมีเพียง 11 เม็ดเท่านั้น นั้นก็คือขนาดรวมที่ 11 GB ตกเม็ดละ 1GB ครับ โดยที่แต่ละเม็ดจะมีขนาดของ Bus Width อยู่ที่ 32Bit เมื่อเอามารวมกัน  32×11 = 352 Bit พอดี (GTX TITAN Xp 32×12 = 384 Bit)

ส่วนเม็ดแรมที่ติดตั้งมาบนตัว PCB การ์ดจอนั้นเป็นมาตรฐานจากที่เดียวครับ นั้นก็คือ Micron เพราะ Micron เพราะเป็นผู้คิดค้นเทคโนโลยีแรมแบบ GDDR5X เพียงเจ้าเดียว และยังไม่มีการขายสิทธิบัตรการผลิตต่อนี้กับใคร นอกจากผลิตเพื่อส่งให้กับ NVIDIA ในการผลิตการ์ดจอ GTX 1080 GTX 1080 Ti GTX TITAN Xp เท่านั้น

ภาคจ่ายไฟ Ferrite Core Choke ให้มาแบบหนาแน่นสุดๆไปเลยครับ 16 ตัว (16+2) แต่ที่แน่นกว่านั้นคือตัวการ์ดติดตั้ง VRM  Mosfet มาหนาสุดๆ ถึง 42 ตัวด้วยกัน โดยที่จะถูกแบ่งมาใช้ Mosfet 3 ตัวต่อ 1 Ferrite Core Choke

Mosfet ที่ถูกเอามาใช้งานไม่ได้ใช่แบบ IRR แต่เป็น Mosfet ธรรมดาทั่วไปขนาด 40A

ชิป Power Boost ตอนที่แกะฮีตซิ้งค์ออกมาแล้วจะเป็นแบบนี้ครับ


สภาพโดยรวมของตัวการ์ดจอหลังแกะฮีตซิ้งค์ออกมา เราจะเห็น heat spreader ที่เป็นแผงทองแดงขนาดใหญ่ ทำหน้าที่ถ่ายเทความร้อนของชิปการ์ดจอมายังจุดนี้เพื่อที่จะกระจายความร้อนออกไปยังฮีตซิ้งค์หลักที่อยู่ใต้ฐาน heat spreader นี้

บริเวณรอบๆ heat spreader จะมีการแปะ Rubber สำหรับดูดความร้อนเอาไว้ด้วยตามจุดต่างๆ เพื่อเอาไว้ดูดซับความร้อนจากเม็ดแรมรวมไปถึง Mosfet บางตัวครับ

ต่อจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของฮีตไปป์ทองแดงทำหน้าที่ Transfer ความร้อนจากฮีตซิ้งค์หลักไปยังฮีตซิ้งค์รองที่อยู่ด้านข้าง เพื่อไม่ให้ความร้อนไปกระจุกอยู่ที่ตรงฮีตวิ้งค์หลักที่เดียว จุดประสงค์คือการเอาไว้ระบายความร้อนไม่ให้มันกระจุกอยู่ที่เดียวนานเกินไป


GPU ที่ใช้ทดสอบคือ Pascal GP 102

สถาปัตยกรรม Pascal GP 102
จำนวนชุดประมวลผล 11CUs
จำนวนหน่วยประมวลผล 3584 Cuda
บัสสูงสุดที่รองรับ PCI Express 3.0X16
ขนาดหน่วยความจํา 11GB GDDR5X
ความเร็วสัญญาณนาฬิกา 1569 Mhz
ความเร็วหน่วยความจำ 1376 Mhz
แบนวิธ 352 bit
DirectX ที่รองรับ 12.1

ประเภทมีเดีย รองรับ
720P
1080P
4K
4KHEVC
FLUID MOTION X
VP8
VP9
NVIDIA Encode

SYSTEM TEST
CPU AMD RYZEN 1600 3.9Ghz
Mother Board ASRock X370 FALTAL1TY Professional Gaming
Graphics Accelerator ZOTAC Geforce GTX 1080 Ti Amp! Edition
Memory G-Skill Trident Z RGB 32GB 4*8 3066 cl 16-18-18-38
SSD DEVA c240e – 240GB SATA3
HDD Seagate Sky Hawk 4TB SATA3
PSU Thaermaltake TOUGHPOWER 850W Gold
OS Microsoft Windows 10 Pro 64Bit

ซึ่งวันนี้ผมจะใช้ค่าความเร็วในการทดสอบประสิทธิภาพการ์ดจอที่ความเร็วปกต และ OC 1630MHz Core Boost 1962 MHz  Mem 1,500 MHz *8  (12,000 MHz Effective Memory) ระบบปฏิบัติการที่ใช้ในการทดสอบ Microsoft Windows 10 Pro – 64 Bit

Overclock [email protected] Boost 1962 MHz / Mem [email protected] MHz

ZOTAC GTX 1080 Ti AMP 11GB ZOTAC GTX 1080 Ti AMP 11GB OC
GPU Pascal GP 102  Pascal GP 102
Core 3584 3584
TMUs 224 224
ROPs 88 88
Clock 1569 MHz 1630 MHz Boost 3.0 = 1962 MHz
Memory Clock 1376 MHz 1500*8 MHz Effective 12,000 Mhz
Memory 11 GB 11 GB
Memory Bus 352 bit 352 bit
Memory Type GDDR5X GDDR5X

โปรแกรมที่เอามา Overclock ในวันนี้ก็เจ้าเดิมครับ MSI After Burner เป็น Software Utility ที่สามารถเอาไปใช้กับการ์ดจอได้แทบจะทุกตัวในท้องตลาด เยี่ยมจริงๆครับ


การทดสอบวันนี้จะใช้เพียงแค่ 3 เกมยอดนิยมเท่านั้นก็น่าจะพอ ที่ใช้สเปคเครื่องคอมได้เยอะ แต่จะไปเน้นเปรียบเทียบด้วยการ OC และ ไม่ OC ดูว่าผลจากค่า fps ที่ได้มันจะแตกต่างกันยังไงบ้าง

  • อัตรา GPU Load ในแบบ Default จะอยุ่ที่ Clock Base 1569 Mhz / Boost 1911 MHz และ mem 11,000 MHz
  • อัตรา GPU Load ในแบบ Overclock จะอยุ่ที่ Clock Base 1630 Mhz / Boost 1962 MHz และ mem 12,000 MHz


3DMark Fire Strike / Time Spy

คะแนนพุ่งขึ้นมาเยอะพอสมควรครับมาแตะที่ระดับเกือบๆ 30,000 สำหรับ Fire Strike และ 10,000+ สำหรับ Time Spy ได้อย่างไม่ยากเย็น ถ้าหากเราได้ใช้กับ CPU Intel น่าจะมีผลที่ดีกว่านี้อีกครับ ตอนนี้เรากำลังรอ CPU Intel Core Gen 8th ที่สั่งเอาไว้แต่ยังไม่ได้ของ เพื่อใช้ในการทดสอบ Base Test อื่นต่อๆไป


Assassin ‘s Creed Origins แบบสรุป Detail

อัตราการโหลดพลังงาน GPU ที่ 66% CPU Load 80% โดยเฉลี่ย กับสเปคเครื่องที่ใช้ทดสอบ แสดงผลให้เห็นว่าทั้งระบบทดสอบนี้กินไฟอยู่ที่ 279 watt ถ้า Load 99% ทั้งระบบก็จะกินไฟเกิน 400watt +/- ครับ


ทดสอบการใช้ CPU / GPU Stream Broadcast Youtube

  • ไปที่สตูดิโอผู้สร้างเลือก “เครื่องมือจัดการวิดีโอ”
  • แล้วตามด้วยเลือกการสตรีมสด

  • เราจะมาอยู่ที่หน้านี้เพื่อเอาคีย์สตรีมที่ได้ข้างล่างเอาไปกรอกในโปรแกรมสำหรับทำสตรีม

โปรแกรมที่ใช้สาธิตวิธีก็คือ OBS ครับ จริงๆมันก็ใช้ได้หลายโปรแกรมนะครับ แต่ผมถนัดใช้งานตัวนี้ เพราะมันใช้ง่ายและเป็นฟรีแวร์ที่ใครๆก็สามารถเอาไปใช้งานได้ แต่ถ้าต้องการฟังค์ชั่นที่มากกว่านี้ก็ซื้อเพื่อปลดล็อคการใช้งานอื่นๆที่ถูกปิดเอาไว้ครับ

  • เลือกไปที่ Setting

  • ไปที่ Stream เลือก Service เป็น Youtube จากนั้นเอาคีย์สตรีมที่ได้มากราอกลงบนช่องStream Key ข้างล่าง


1.ในการทดสอบใช้ CPU Stream Encode ผมตั้งค่าประมาณนี้นะครับ ผลที่เกิดคือ CPU ถูกใช้งานมากเกินไปจนทำให้ไม่มีแรงพอที่จะไปขับการ์ดจอให้ปั่น Frame Rate ในเกมให้ออกมาดีได้เท่าที่ควรครับ


2.ในการทดสอบใช้ GPU Stream Encode ผมตั้งค่าประมาณนี้นะครับ เป็นการเอา GPU NVIDIA มา Encode ไฟล์วิดีโอสำหรับทำสตรีมแทน CPU ผลที่ได้คือมันได้ค่า Frame Rate ดีขึ้นมามากเหมือนกัน เพราะมันเป็นการใช้ Video Encoder ที่มาอยู่ใน GPU มาทำงานครับ


สำหรับวิดีโอ Out Put ทั้ง 2 แบบ Set เป็น 1080p / 60 fps ครับ

วิดีโอเปรียบเทียบการสตรีมผ่าน CPU และ GPU

http://yt2fb.com/video-stream-cpu-x264-vs-nvidia-encode/


LIVE วิดีโอ Unbox – แกะฮีตซิ้งค์ให้ชมกันสดๆเป็นไงมาดูครับ

แกะกล่อง แกะซิ้งค์ Zotac GTX 1080 Ti AMP Edition

โพสต์โดย GcubeZ บน 21 ตุลาคม 2017


Temperature (Overclock Mode) Fan Auto System Power Watt
GPU Idle 35c 65 w
GPU Full Load 76c 378 w

Final Thought / Mike GcubeZ : หลังจากทดสอบสิ่งทีผมรู้สึกได้คือในด้านความแรงมันไม่ได้แรงไปกว่ายี่ห้ออื่นๆที่ขายในท้องตลาดสักเท่าไหร่ครับ แต่ก็ยังเกาะอยู่กลุ่มมาตรฐานของ GTX 1080 Ti ได้อยู่ แต่สิ่งที่มันทำได้ดีเห็นจะเป็นเรื่องของการควบคุมอัตรา Clock Boost ให้ทำได้ไม่แกว่งจนเกินไป แม้ว่ามันจะ Boost Clock ได้ไม่สูงถึง 2000MHz ก็ตามที บทสรุปต่อไปนี้คือสิ่งที่ผมจะเขียนตามความรู้สึกที่ใช้งานจริงๆ และอยากให้พิจารณากันเหมาะสมกับตัวเพื่อนๆหรือเปล่านะครับ

มันดีกว่า GTX 1080 Ti ทั่วไปอย่างไร ? – ตอบเลยว่าไม่ได้ดีกว่าเลยซะทีเดียว มันทำได้เกาะมาตรฐานของ GTX 1080 Ti ตัวปกติครับ Performance พอๆกับ Founder Edition เวลาที่ใช้งานหรือแม้แต่การ OC แล้วก็ตาม ในแง่ของการ Boost Clock ก็ทำได้สูสีการ์ดจอในรุ่น Founder Edition เรื่องวัสดุภาคจ่ายไฟอื่นๆยังเทียบไม่ได้ครับกับ GTX 1080 Ti Founder Edition อีกเช่นกัน

ระบบภาคจ่ายไฟ – ภาคจ่ายไฟของการ์ดจอให้มาเต็มที่ล้นๆก็จริง แต่เป็น Mosfet ชนิดที่ใช้งานกับการ์ดจอทั่วไปครับ ไม่ได้ใช้แบบอย่างดีที่เป็นชนิด IRR แต่ว่ามันก้ถูกทดแทนด้วยจำนวนที่มากล้นของ Mosfet เข้ามาทดแทนในเรื่องของการแบ่งโหลดไฟขาเข้า GPU มันก็พอช่วยได้ครับในจุดนี้ (ในแง่ที่ไม่โหลดหนักจนร้อนเกินไป)

Power Boost – เป็นหัวใจหลักของเจ้าการ์ดจอตัวนี้เลยก็ว่าได้ แม้ว่าจะ Boost Clock ได้ไม่สูงแต่ก็ Clock ไม่ค่อยหล่นเท่าไหร่ครับ ซึ่งตรงจุดนี้มันก็จะเป็นข้อดีที่มันมีอยู่ เพราะจริงๆแล้วการ์ดจอระดับ GTX 1080 Ti มันมีความสามารถในการปั่น Frame Rate สูงๆได้อยู่แล้ว แต่มันจะดีกว่าการได้ Fps ที่สูงๆปี๊ดแต่ Fame Rate ไม่นิ่งพอ ซึ่งเจ้า Power Boost ที่ติดตั้งเข้ามาก็ถือว่าให้สอบผ่านครับ

สุดท้ายแล้ว – ก็อยู่ในเกฑ์มาตรฐาน GTX 1080 Ti ครับสำหรับการ์ดจอรุ่นนี้ ไม่ได้ต่ำกว่ามาตรฐาน แต่ก็ไม่ได้สูงกว่ามาตรฐานรุ่นดังๆแพงๆบางยี่ห้อที่มีขาย แต่ถ้าพูดถึงตัวราคากับประสิทธิภาพ และความเป็น GTX 1080 Ti แล้วละก็ ตรงนี้นี้ผมมองว่ามันเอามาหักล้างข้อเสียเปรียบแบรนด์ดังๆ แพงๆที่มีในตลาดได้ครับ แปลว่ามันสามารถที่จะเอามาแข่งขันได้ในแง่ประสิทธิภาพต่อราคาที่จ่ายไปในความเป็น GTX 1080 Ti นั้นเอง สนนราคาที่หาได้ถูกสุดตอนนี้จะอยู่ที่ 25,xxx บาท ที่ยังไม่ได้รวมส่วนลดใดๆเข้าไปครับ ถ้าจะมองกันตรงๆแล้วด้วยราคานี้่คุณได้ GTX 1080 Ti มาเล่น ในขณะที่บางยี่ห้อในราคานี้เราจะได้เพียง GTX 1080 ธรรมดาที่ไม่ Ti มาเล่นครับ ก็อาจเป็นอีก 1 ตัวชี้วัดการตัดสินใจของผู้บริโภค ส่วนราคาลองค้นหาจากเว็บ Priceza


จุดเด่น

  • ประสิทธิภาพดี แต่ควบคุมอัตรา fps และค่า ft ได้ดี ด้วยชิป Power Boost
  • ระบบระบายความร้อนสามารถทำได้ในเกณฑ์ที่ดี
  • มีไฟ ZOTAC ไฟด้านข้างสวยๆไว้แต่งเคส
  • ราคาขายถือว่าถูกเมื่อเทียบกับวัสดุและคุณภาพที่ได้
  • ใช้ Memory แบบ 11Gbs และสามารถ OC ไปได้ถึง 12Gbs

จุดที่ควรปรับปรุง

  • Mosfet คุณภาพธรรมดาไปหน่อย แต่ดีว่าใส่มาให้เยอะมากเพื่อทดแทนการใช้ Mosfet ดีๆ แต่มีให้ไม่มาก
  • กรอบฮีตซิ้งค์ถ้าแต่งสีสันเข้ามาให้เข้ากับสี?นกล่องคือ เทาดำ/เหลือง ตัวการืดจอจะดูสวยมาก

ขอขอบคุณ ZOTAC และ SVOA ที่สนับสนุนของทดสอบให้กับเราในวันนี้ครับ

Share This:

924 ผู้เข้าชม

After Effects ไม่รองรับ CUDA/Ray Traced 3D Rendering กับ GeForce GTX 10 Series (พร้อมวิธีแก้ไข)

 

สำหรับในรุ่นล่าสุดของ Adobe After Effects ซึ่งพบข้อน่ากังวลใจเล็กๆ น้อยๆ ในด้านการสนับสนุน CUDA ที่จะพบกับปลั๊กอินใดๆ ที่ใช้ 3D Ray Tracing ซึ่งจะพบว่าการ์ดซีรี่ส์ GTX 10 ซึ่งได้พบว่าปลั๊กอิน VideoCopilots 3D จะไม่สามารถใช้ความสามารถของ Cuda ได้ซึ่งปัญหาเกิดจาก After Effects ไม่สนับสนุนชุดคำสั่งในสถาปัตยกรรม Pascal ในรุ่นล่าสุดซึ่งทำให้สามารถเปิดการใช้งานได้เพียง OpenCL เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งในขณะที่ในการ์ดรุ่นเดิมสามารถใช้งานได้อย่างไม่มีปัญหา รวมถึง Adobe CC ในรุ่นเดิมก็ยังสามารถใช้งานร่วมกับการ์ดซีรี่ส์ GTX 10 ได้อย่างไม่มีปัญหา

สำหรับปัญหาที่เกิดขึ้นทาง Nvidia ดูแล้วก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้มีการเปิดให้ดาวโหลดไฟล์ OptiX DLL เพื่อจัดการปัญหาให้กับ After Effects ให้การ์ด GTX 10 series ซึ่งรวมถึง GeForce GTX TITAN Xp, GTX 1080 Ti , GTX 1080, GTX 1070 Ti, GTX 1060, GTX 1050 Ti และ GTX 1050 ที่ใช้สถาปัตยกรรม Pascal ให้สามารถทำงานได้ โดยมีขั้นตอนคร่าวๆ ดังนี้

  • Download ไฟล์ Optix .dll จาก NVIDIA official
  • นำไฟล์ Optix .dll ไปทับไฟล์เดิมในโฟลเดอร์ After Effects
  • เปิดไฟล์ “raytracer_supported_cards.txt” ด้วย notepad และทำการเพิ่มชื่อ GPU เข้าไปเช่น “GeForce GTX 1070”
  • ปิลและเปิด after effects ใหม่
  • ไปที่ Preferences -> Preview -> GPU Information -> Change Ray Tracing to “GPU”

ก็ต้องหวังว่าทาง NVIDIA และ Adobe จะตระหนักว่าปลั๊กอินบางตัวที่ใช้ Ray Traced 3D ที่ต้องการการสนับสนุน CUDA จะได้รับการปรับปรุงให้สนับสนุนการทำงานได้เลย โดยเฉพาะเมื่อมาดูแล้วการแก้ไขสามารถทำได้โดยง่ายเพียงแค่แก้ไขไฟล์ dll OPTIX ซึ่งสามารถรวมไฟล์ไปกับการอัปเดตเพียงเท่านี้นก็น่าจะแก้ไขได้

ที่มา : wccftech

Share This:

8.1K ผู้เข้าชม

ลองคาดการณ์ประสิทธิภาพของ NVIDIA Geforce GTX 2080 GPU 12nm นาม Volta

 

จากข้อมูลที่เคยได้รับมา ดูเหมือนว่า Nvidia มีแผนการที่จะเปิดตัวกราฟฟิกการ์ดรุ่นใหม่ในปี พ.ศ. 2561 ด้วยสถาปัตยกรรม Volta ซึ่งในตอนนี้เท่าพอทราบว่าจะมีรหัส GPU GV1XX เข้ามาแทน GP1XX ที่ใช้ใน GTX 10XX Series แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้รหัสเป็น GTX 11XX (1170/1180) หรือ GTX 20XX (2070/2080) กันแน่ โดยมันจะมาแทนที่ GTX 1070/1080 ในปัจจุบัน

เราได้ทำการคาดคะเนถึงประสิทธิภาพของ GTX ในรุ่น 1180/2080 จะมีประสิทธิภาพสูงกว่า GTX 1080 ประมาณ 30-40% เป็นไปได้มันอาจจะมีประสิทธิภาพดีกว่า GTX 1080Ti ราวๆ 10-15% กับขนาดทรานชิตเตอร์ภายในขนาดเท่ากับ GP102 ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตที่ 16nm แต่ GV102 จะใช้เทคโนโลยี 12nm เข้ามาแทนที่ จึงทำให้ GV100 นั้นจะมีค่า TFLOPs โดยประมาณการได้ที่ราวๆ 40% ของ GP100 ที่ 21.2/10.6/5.3 TFLOPs (Half, Single, Double) เราก็คิดว่า GP100 ก็น่าจะทำได้ราวๆ 30/15/7.5 TFLOPs ต้องมารอดูว่าในซี่รี่ย์ x70/x80 นั้นจะทำได้เท่าไหร่กันแน่?

จาก Time Line ในด้านประสิทธภาพของ NVIDIA ในแต่ละครั้งที่เปิดวางจำหน่ายจะเป็นดังนี้

  • Fermi GF100 (Flag Ship) GTX 480 ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 570 (Fermi GF110)
  • Fermi GF110 (Flag Ship) GTX 580 ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 670 (Kepler GK104)
  • Kepler GK104 (Flag Ship) GTX 680 ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 770 (Kepler GK104 Re-Brand)
  • Kepler GK110 (Flag Ship) GTX 780 Ti / Titan Black ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 970 (Maxwell GM204)
  • Maxwell GM200 (Flag Ship) GTX 980 Ti / Titan X ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 1070 (Pascal GP104)
  • Pascal GP102 (Flag Ship) GTX 1080 Ti / Titan Xp ประสิทธิภาพใกล้เคียง GTX 2070 (Volta GV ???)

จาก Time Line ที่เราเห็นกัน พอจะสรุปได้คร่าวๆครับว่า GTX 2070 น่าจะมีความแรงที่ระดับ GTX Titan Xp / GTX 1080 Ti หรืออาจสูงกว่าเล็กน้อย ฉนั้นจึงไม่น่าแปลกใจถ้า GTX 2080 จะมีประสิทธิภาพที่สูงกว่า GTX Titan Xp / GTX 1080 Ti อย่า่งน้อยที่สุดก็คือ  15% ขึ้นไป

และอีกจุดที่น่าสังเกตุที่เป็นไปได้อีกว่า GTX 2080 จะไม่ใช่ตัว Flag Ship เหมือนเช่นเคย แปลว่า NVIDIA อาจจะมีตัวที่เป็น Flag Ship อย่าง GTX 2080 Ti , GTX Titan XV , GTX 2090 อะไรแบบนี้เป็นต้น ที่จะมีประสิทธิภาพที่เหนือกว่า GTX 2080 ขึ้นไปอีกอย่างน้อยก็ 25-30% ก็เป็นได้

ด้านความเร็วของ GPU นั้นอาจไม่ได้มีการปรับขึ้นด้วยจากความเร็วปัจจุบันของ Pascal ที่มากอยู่แล้ว แต่จะเป็นการเพิ่มจำนวนของทรานซิตเตอร์เข้าไป จะทำให้ตัวชิปมี CUDA Core เพิ่มมากขึ้น ส่วนหน่วยความจำที่ใช้น่าจะเลือกใช้งาน GDDR6 จาก Hynix’s ซึ่ง GDDR6 จะมีความพร้อมให้นำไปใช้งานได้ในไตรมาสที่สี่ปีนี้ และจะมีความจุเริ่มต้นให้ใช้งานที่ 8GB กับความเร็วสูงสุดที่ระดับ 14Gbps แต่โดยทั่วไปแล้วน่าจะเลือกใช้ที่ 12Gbps ก็จะทำให้มีแบนด์วิธรวมสูงสุดถึง 672GB/s ที่ 384bit หรือ 448GB/s ที่ 256bit ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับ GDDR5

ทำไมถึงจะต้องเป็น GDDR6 แทนที่จะเป็น GDDR5X? – เพราะ NVIDIA เองได้มีการเลื่อนการวางจำหน่าย GTX 2000 Series ออกไปเป็นปี 2018 จากเดิมที่เคยมีแผนการจะวางจำหน่ายในปี 2017 นี้

เหตุผลหลักก็คือ GDDR6 เป็นมาตรฐานเปิดสำหรับตลาดทั่วไปที่สินค้า หลายๆเจ้าเลือกที่จะเอามาใช้งาน ด้วยเพราะเหตุนี้จึงทำให้ต้นทุน GDDR6 มีราคาต้นทุนที่ต่ำกว่าการที่จะใช้ GDDR5X ที่เป็นเทคโนโลยีของ Micron เพราะเป็นเทคโนโลยีแบบผู้ขาด จึงมีอัตราการผลิตที่ไม่ได้สูงเทียบเท่ากับการที่จะมาใช้ GDDR6 ที่ผู้ผลิตจ้าวอื่นๆสามารถเอามาใช้งานได้

อีกประเด็นที่เข้ามาตอกย้ำความที่ NVIDIA จำเป็นต้องเลือกใช้ GDDR6 นั้นก็คือทางฝั่ง AMD ก็เล็งที่จะใช้เม็ดแรม GDDR6 เพื่อเข้ามาใช้งานร่วมกับกราฟฟิคการ์ด Radeon ของตนเช่นกัน ด้วยความที่มันมีราคาถูกกว่า HBM2 อยู่มากแต่ให้ประสิทธิภาพที่ดีกว่า GDDR5 เดิมค่อนข้างสูง มันจึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ณ เวลานี้ สำหรับตลาดการ์ดจอในปี 2018 นี้

ซึ่งทาง NVIDIA เองจะได้ใช้ GDDR6 ก่อนทางฝั่ง AMD ครับ แต่ว่า HBM2 ก็ไม่ได้ว่าจะไม่มีบทบาทอะไร แต่มันเป็นการแบ่งตลาดกันอย่างชัดเจนครับว่า GDDR6 จะถูกเอามาใช้กับการ์ดจอระดับตลาดกลางถึงกลางบน และ HBM2 จะถูกนำไปใช้กับการ์ดจอที่อยู่ตลาดบนเท่านั้น แต่ เหตุผลที่ NVIDIA เลือกใช้ GDDR6 ไปเลยสำหรับ GTX 2080 อาจจะเป็นเพราะต้นทุนที่ต่ำกว่า HBM2 ในเวลานี้ครับ

สำหรับการ Overclock นั้นเป็นสิ่งที่น่าจับตามองว่าด้วยเทคโนโลยีการผลิตที่ระดับ 12nm นั้นจะสามารถเพิ่มไฟได้เท่าไหร่ ด้วยการที่เป็น 12nm ในสายการผลิตแรกนั้นย่อมต้องยอมรับว่าอาจไม่สามารถเพิ่มไฟได้ตามที่ต้องการมาก ซึ่งอาจทำให้การ Overclock อาจไม่ได้สูงจากค่ามาตรฐานเท่าไหร่นัก แต่อย่างไรก็ดีอาจทำได้ง่ายขึ้นอย่างมาก เพราะจากข่าวลือที่ว่าสายการผลิตที่ 12nm ที่จะใช้นั้นเป็นการปรัรบปรุงประสิทธิภาพของสายการผลิตที่ 16nm จะเป็นลดช่องว่างระหว่างทรานชิตเตอร์ให้มีช่องว่างให้แคบน้อยลง และถ้ามันเป็นตามนี้จริงแล้ว อาจทำให้การ Overclock นั้นสามารถทำได้ไม่ยากเย็นเท่าไหร่นัก ด้วยการที่เป็นเทคโนโลยีการผลิตที่ถูกปรับปรุงใหม่ให้ดีขึ้นนั้นเองครับ

 

Share This:

843 ผู้เข้าชม

ASUS ROG STRIX 1080 Ti Assassin’s Creed Origins Edition

 

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบ Assassin’s Creed นั้นทาง ASUS ได้ให้ความสำคัญกับผู้ที่เป็นแฟนเกมส์ซี่รี่นี้ ซึ่งครั้งนี้เป็นการมาพร้อมกับการนำไปสู่ยุคอียิปโบราณ ซึ่งทาง Asus ที่ได้ตัดสินใจร่วมเป็นพันธมิตรกับยูบิซอฟท์โดยได้มีแนวคิดในการทำอะไรที่แปลกใหม่ ซึ่งในตอนนี้ได้มีผลิตภัณฑ์ใหม่ในชื่อรุ่น ROG STRIX GTX 1080 Ti OC ที่ถูกออกแบบมาใหม่ ซึ่งจะมาในโทนสีน้ำตาลทองพร้อมด้วยแบ็คเพลตที่มีลวดลายเป็นตัวอักษรอียิปต์โบราณ ภาคจ่ายไฟ VRM ถูกออกแบบมาแบบ 12 + 2 เฟส และต้องการแหล่งจ่ายพลังงานให้ตัวการ์ดแบบ 8 พินจำนวนสองชุด ตัวการ์ดมีถูกตั้งความเร็วให้เท่ากับรุ่น ROG STRIX OC ซึ่งจะช้ากว่ารุ่น POSEIDON เพียงเล็กน้อย

ที่มา : videocardz

Share This:

3.9K ผู้เข้าชม

กราฟฟิกการ์ดที่ดีที่สุดในแต่ละระดับ

ในขณะที่ถ้าพูดถึงรุ่น GPU เราอาจจะต้องกล่าวกันถึงในเชิงลึกเลยก็ว่าได้ แต่จากทดสอบและลองเล่นกราฟิกการ์ดมาหลายปีทำให้ประสบการณ์บอกเราได้อย่างดีว่า กราฟฟิกการ์ดจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นได้อีกจากการเปิดตัวไดร์เวอร์และการอัพเดตรายละเอียดของเกมส์เข้ามาใหม่ ทำให้ประสิทธิภาพมีการปรับตัวด้วยเช่นกัน

แต่หากว่ากำลังมองหาการอัพเกรดหรือซื้อกราฟิกการ์ดมาใช้ใหม่ในวันนี้ หลายๆคนอาจจะต้องไปดูผลทดสอบกันเสียหน่อยว่ากราฟฟิกการ์ดที่ตนเองได้เลือกไว้นั้นมีประสิทธิภาพเพียงใด โดยอาจอ้างอิงจากผลการทดสอบ เช่น FPS การใช้พลังงาน หรือแม้กระทั่งการ Overclock ซึ่งคุณลักษณะของกราฟิกการ์ดเหล่านี้ทางทีมงานได้เลือกเป็นแต่ละช่วงราคาเพื่อให้ง่ายต่อการตัดสินใจมากขึ้น

สำหรับการเลือกซื้อกราฟฟิกการ์ดในช่วงนี้อาจจะเป็นเรื่องที่ยุ่งยากเสียหน่อย เพราะการกำหนดราคาของ GPU นั้นอยู่ในสถานที่ไม่ค่อยสู้ดีนักโดยเฉพาะ GPU ของ AMD เนื่องจากการทำเหมืองหรือที่เรียกกว่า Cryptocurrency ซึ่งทำให้ความต้องการสินค้าจำพวกกราฟฟิกการ์ดเพิ่มมากขึ้น ซึ่งถ้าดูแล้วทาง Nvidia ก็ได้รับผลกระทบเช่นกันรวมถึงการขาดแคลนในส่วนของเม็ดแรมที่จะนำมาใช้ด้วยแล้ว ทำให้เราจะเห็นว่าราคาการ์ดในปัจจุบันนี้มีราคาไม่แตกต่างจากช่วงเปิดตัวมากนัก แต่จากตอนนี้คงจะทำให้ใครที่กำเงินไว้ได้ชื่นใจบ้างจากการปรับลดราคาลงมาอย่างต่อเนื่อง จนทำให้สามารถชื้อหาได้อย่างไม่ยากลำบากนัก และราคาก็สามารถดูไปแล้วสามารถซื้อได้ง่ายขึ้น

Entry-Level GPU (ต่ำกว่า 3,000 บาท)

ตัวเลือกจะมีให้เลือกคือ GeForce GT 1030 กับ Radeon RX 550 ซึ่งออกแบบมาเป็นกราฟฟิกการ์ดในระดับเริ่มต้น สามารถเล่นเกมส์ในระดับเบื้องต้นได้ หรือบางคนนิยมนำมาใช้กับเครื่อง HDPC เพื่อให้มีความลื่นไหนกว่า iGPU ทั้งหลาย โดยเมื่อดูแล้วทางด้าน GT1030 จะมีภาษีดีกว่าตรงการ Overclock ที่สามารถทำได้ดี รวมถึงการที่มีราคาต่ำกว่าสำหรับราคาเริ่มต้น แต่ทาง RX 550 ก็มีจุดเด่นถ้าใครใช้จอ Freesync หรือวางแผนจะซื้อไว้ซึ่งจอนั้นก็มีราคาไม่สูงแล้วสำหรับปัจจุบันก็อาจจะเลือกซื้อ RX 550 มาใช้ก็ได้

Mainstream GPU (ประมาณ 5,000 บาท)

GeForce GTX 1050 และ Radeon RX 560 ถูกจัดวางมาในตำแหน่งเดียวกัน รวมถึงราคาด้วยที่มีราคาเริ่มต้นที่สามพันปลายๆ แต่ถ้าใครต้องการใช้งานพัดลมคู่เพื่อใช้งานที่เย็นขึ้นและเงียบลงอาจต้องจ่ายราวสี่พันกลางๆ ก็ได้ แล้วแต่ความชอบแต่ละบุคคล สำหรับ GTX 1050 แล้ว ซึ่งมีราคาเริ่มต้นที่สามถันกลางๆ มีการสนับสนุน DirectX ที่ทำได้ดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการจัดลำดับตรงนี้จะมี RX560 โดยจุดเด่นอยู่ที่การสนับสนุน valkan ที่ทำได้ค่อนข้างดี ซึ่งคงจะดูการนำไปใช้งานเป็นหลักเสียมากกว่า

แต่สำหรับใครที่มีงบประมาณเพิ่มอีกสักหน่อยอาจเลือกใช้งานงาน GTX 1060 3GB ที่ราคาประมาณ 7,000 บาทซึ่งถ้าพบส่วนลดก็จะถูกลงได้อีกหน่อย ก็จะทำให้ได้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นรวมถึง RX570 4GB ที่มีการปรับราคาลงมาเช่นกัน แต่ก็ต้ัองดู PSU ของตนเองด้วย เพราะทั้ง GTX 1060 3GB หรือ RX570 4GB นั้นต้องการใช้พลังงานเพิ่มทั้งคู่

Mid-Range GPU (ประมาณ 10,000 บาท)

ตลาดกลุ่มนี้จัดว่าเป็นตลาดที่ค่อนข้างกว้างเลยทีเดียว เพราะราคาอยู๋ในระดับที่หลายๆคนยอมที่จะควักเงินเพื่อซื้อออกมา โดยเป็นการขับเคี่ยวกันระหว่าง GTX 1060 6 GB ที่ดูแล้วเหมือนจะไม่ได้แตกต่างจาก GTX 1060 3GB แต่ตามความจริงนอกจากหน่วยความจำที่มีมากว่าแล้วยังมีการปรับแต่ง Cuda Core จาก 1152 Cuda เป็น 1280 Cuda ซึ่งเพิ่มมากว่า 128 Cuda ซึ่งทำให้การใช้งานนั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งรวมถึง RX580 ด้วยที่มีการขยับ Stream Processors จาก 2048 Stream ใน RX 570 เป็น 2304 Stream ใน RX580 ซึ่งในตอนนี้ก็สามารถหาซื้อมาใช้งานได้ไม่ยากนักสำหรับในปัจจุบัน

High-End GPU (ประมาณ 15,000 บาท)

ตรงนี้เป็นพื้นที่ที่ Nvidia สามารถยืดพื้นที่ได้โดยปราศจากคู่แข่งด้วยการยึดครองพื้นที่ของ GeForce GTX 1070 ที่พกแรมมาให้มากถึง 8 GB โดยราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 14,xxx บาท ลากไปถึง 18,xxx บาท แล้วแต่รุ่นและความสวยงามของตัวกราฟฟิกการ์ดซึ่งถ้าใครพอจะจ่ายได้ตรงตัวไหนก็เลือกได้ตามความสะดวกใจ เพราะ ไม่ใช่แค่ว่าใช้ชิพเดียวกันแต่ว่าแต่ละรุ่นนั้นจะมีความแตกต่างกันไปด้วยในส่วนของภาคระบายความร้อน รวมถึงภาคจ่ายไฟ ที่จะทำให้ตัวชิพ GPU นั้นสามารถแสดงศักยภาพได้เต็มที่ แนะนำว่าเลือกที่สามารถระบายความร้อนได้ดี จะทำให้เพิ่มโอกาศในการ Overclock ได้สูงขึ้นสำหรับผู้ที่ต้องการรีดประสิทธิภาพสูงสุด

High-End GPU (20,000 บาทขึ้นไป)

ด้วยระดับราคานี้ทางทีมงานขอเขียนรวมๆ ไว้เลยซึ่งราคามีให้เลือกตั้งแต่ 20,000 บาทเป็นต้นไปโดยเริ่มที่ GTX 1080 >> RX VEGA 56 >> RX VEGA 64 >> GTX 1080 Ti ซึ่งเป็นการเรียงลำดับตามราคาเริ่มต้นหาใช่ความแรงไม่ ถ้าให้ว่าตามตรงแล้วราคาใสส่วนของ Nvidia จะทำมาให้ชวนซื้ออยู่มากก็ตามด้วยราคาเริ่มต้นที่ต่ำที่สุด แต่ประสิทธิภาพโดยรวมก็ไม่ได้แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดมาก ซึ่งผู้ใช้งานกลุ่ม High-END แล้วถ้าต้องการความสุดจริงๆ อาจจะต้องเลือกระหว่าง GTX 1080 Ti หรือ RX VEGA 64 อาจจะเป็นการเลือกที่ความชอบในตัวยี่ห้อเสียมากกว่าเพราะความแรงที่ได้นั้นแล้วแต่เกมส์หรืองานที่นำไปใช้เลยก็ว่าได้

สุดท้ายแล้วในการเลือกใช้งานกราฟฟิกการ์ดสักตัวแล้วแนะนำว่าให้ดูที่ CPU ที่ใช้อยู่ด้วยเพราะ CPU ที่ดีก็จะทำให้การขับเคลื่อนตัว GPU ได้ดีตามไปด้วยแต่จะได้มากหรือน้อยแค่ไหนนั้น สำหรับปัจจุบัน CPU ที่เลือกใช้จะขับกราฟฟิกการ์ดระดับ Mid-Range GPU ก็น่าจะใช้งาน CPU ประเภท 4 แกนแท้ขึ้นไปเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดรวมถึงรอการรองรับในอนาคตด้วยแล้วที่เกมส์ในปัจจุบันมีการเรียกใช้งาน CPU ที่มากขึ้นด้วยนั่นเอง สำหรับวันนี้ทางทีมงานขอสวัสดี แล้วเพื่อนๆ อย่าลืมคอมเม้นบอกกันบ้างละชอบ GPU ในช่วงระดับใด ด้วยสาเหตุใด แชร์กันด้วยระหว่างทีมงานและเพื่อนๆ รวมถึงเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเพื่อนๆ ด้วยกันด้วย สวัสดี

Share This: