333 ผู้เข้าชม

ASROCK Fatal1ty X399 Professional Gaming ยกระดับคอเกมระดับแบบฉบับฮาร์ดคอและมืออาชีพ

 

ASRock Fatal1ty X399 Professional Gaming เป็นเมนบอร์ดที่ออกแบบมาเพื่อผู้ใช้ที่เป็นคอเกม และนักเล่นเกมมืออาชีพ เพื่อเพิ่มศักยภาพและความสนุกสนานให้กับการเล่นเกม พร้อมฟีเจอร์ที่ช่วยให้คุณสร้างสรรค์พีซีสำหรับรองรับเกมที่คุณชื่นชอบได้ตามต้องการ โดยทำงานร่วมกับซีพียู AMD TR4 ในรูปแบบของ Ryzen Threadripper series ที่พร้อมไปด้วยพลังในการประมวลผลได้อย่างลื่นไหล สนับสนุนแรมความเร็วสูงระดับ DDR4 3600+ (OC) และกราฟฟิกการ์ดแบบ 4-Way SLI และ CrossFireX เช่นเดียวระบบเสียงและการสนับสนุนอุปกรณ์ความเร็วสูงอีกมากมายในตัว

 

 

สนับสนุน Ethernet LAN 10Gb/s BASE-T โดย AQUANTIA

ด้วยการสนับสนุนมาตรฐานการเชื่อมต่อระดับ 10Gb/s ที่เป็นความสามารถจาก AQUANTIA ส่งมอบให้กับผู้ใช้ที่มองหาประสิทธิภาพในระบบเครือข่ายได้สัมผัสกับความเร็วในรูปแบบใหม่ที่ตอบโจทย์ทั้งการใช้งาน Media Center, Workstation และ Gaming PC

 

 

ภาคจ่ายไฟขนาด 11-Phase สำหรับซีพียูอันทรงพลัง

ด้วยภาคจ่ายไฟขนาดใหญ่ 11-phase  บนเมนบอร์ด จึงสามารถจ่ายไฟให้กับซีพียูประสิทธิภาพสูงได้เป็นอย่างดี และรองรับการจ่ายไฟที่นิ่งทำให้การโอเวอร์คล็อกซีพียูเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพ

 

สนับสนุน 4-Way SLI / CrossFireX

ด้วยการออกแบบสล็อต PCI-Express มาให้ถึง 4 สล็อตด้วยกัน จึงรองรับการทำงานกราฟฟิกการ์ดในแบบ 4-Way SLI และ CrossFireX ในการเพิ่มศักยภาพสำหรับการเล่นเกมได้ดียิ่งขึ้น

 

เชื่อมต่อ WiFi 802.11ac ในแบบ Dual band

เพื่อความคล่องตัวในการเชื่อมต่อแบบไร้สาย ที่ไม่มีใครอยากพลาดนาทีสำคัญ เมนบอร์ดออกแบบให้รองรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ WiFi ในมาตรฐาน 802.11ac ในแบบ Dual band ทั้ง 2.4GHz และ 5GHz เช่นเดียวกับการสนับสนุน Bluetooth v4.2

 

 

Triple Ultra M.2 เพื่อการจัดการข้อมูลที่รวดเร็ว

เพื่อให้การเล่นเกมและโอนถ่ายข้อมูลเป็นไปอย่างรวดเร็ว จึงมาพร้อม Ultra M.2 สำหรับรองรับ M.2 module มาให้ถึง 3 ชุดด้วยกัน สนับสนุน SSD ความเร็วสูงบนอินเทอร์เฟส PCIe Gen3 x4 ด้วยความเร็วสูงระดับ 32Gb/s

 

นอกจากนี้ ASRock Fatal1ty X399 Professional Gaming ยังให้คุณสร้างสรรค์แสงสีที่สวยงามในแบบของตัวคุณเองด้วย RGB LED และปรับแต่งได้อย่างง่ายดายผ่านทาง ASRock RGB LED ที่ดาวน์โหลดผ่านทางเว็บไซต์ ASRock ได้อีกด้วย

 

สามารถดูข้อมูลอื่นเพิ่มเติมได้ที่:

ASRock Fatal1ty X399 Professional Gaming

Share This:

1.3K ผู้เข้าชม

Globalfoundries 7nm อาจส่งผลให้ AMD ก้าวสู่ยุค 5GHz Clock Speed

 

 

ในการให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้หัวหน้าฝ่ายเทคนิค Gary Patton ได้แสดงความมั่นใจอย่างมากเกี่ยวกับกระบวนการผลิตในขนาด 7nm รุ่นใหม่ของบริษัท โดยเปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานจะเพิ่มขึ้นอย่างมากถึง 40% และลดการใช้พลังงานลงกว่า 50% เมื่อเทียบกับกระบวนการผลิตในขนาด 14nm รุ่นปัจจุบันของบริษัท

Anandtech Patton กล่าวว่ากระบวนการ 7nm รุ่นใหม่ของบริษัทน่าจะสามารถทำให้ตัวชิพรุ่นใหม่เพิ่มความเร็วของสัญญาณนาฬิกาได้ในช่วง 5GHz ซึ่งถ้าดูตามความหมายนี้สิ่งที่ต้องการสื่อก็คงหนีไม่พ้นสำหรับโหนดการผลิตให้กับ AMD แม้ว่าจะไม่ได้รับประกันว่า Zen 2 / Ryzen 3000 Series จะสามารถทำงานที่ความเร็ว 5GHz ได้ แต่ก็สามารถสร้างความมั่นใจในเรื่องโหนดการผลิต 7nm ได้เป็นอย่างดีสำหรับ AMD โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ประกาศถึงสถาปัตยกรรมที่วางแผนไว้

คำถามที่ 17: ในรุ่นของโหนด 7 LP จะมีความถี่สูงกว่าโหนด 14LPP หรือไม่?

GP: แน่นอน นี่คือการเพิ่มประสิทธิภาพที่มากขึ้น – ซึ่งประมาณค่าได้ 40% แต่ยังไม่สามารถระบุถึง Clock Speed ได้ แต่ตอนนี้เดาว่าน่าจะสามารถรับในช่วง 5GHz ตามความคาดหวัง

ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้น

ปัจจุบัน AMD ใช้ Globalfoundries ในการสร้างโพรเซสเซอร์ Ryzen 2nd Generation รุ่นใหม่ในโหนดการผลิต 12nm ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์ให้เพิ่มขึ้น 10% และ 15% ตามลำดับ ผลคือนี่คือการเพิ่มประสิทธิภาพจากโหนดการผลิต 14nm ซึ่งมีมองได้ว่าโหนดการผลิต 7 nm จะมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า

การเพิ่มความหนาแน่นของทรานซิสเตอร์จะช่วยให้คู่ค้ากับบริษัทเช่น AMD สามารถบรรจุทรานซิสเตอร์เพิ่มมากขึ้นในขนาด Die เท่าเดิมหรือลดขนาดของ Die ลงก็ได้ การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้พวกเขาสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตบนเวเฟอร์ได้ซึ่งจะส่งผลทำให้ชิพแต่ละตัวมีราคาถูกกว่าปัจจุบัน

 

 

ความล่าช้าของโหนดการผลิต 10 nm ของอินเทลทำให้คู่แข่งกลับมาสู่ความสามารถในการแข่งขันได้ และสร้างสถานการณ์ที่อินเทลไม่สามารถชิงความได้เปรียบจากโรงการผลิตชิพ ในขณะที่ตอนนี้ตลาดเดสก์ท็อปซีพียูได้ก้าวไปข้างหน้าเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงของ Ryzen 2 ของเอเอ็มดีอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีการผลิตที่น้อยที่สุดในด้านเทคโนโลยีการผลิตซึ่งทำให้ปี พ.ศ. 2562 เป็นตลาดที่น่าตื่นเต้นสำหรับตลาด CPU

ย้อนมองปัจจุบันอันใกล้

AMD Ryzen 2000 Series ที่กำลังจะมีการเปิดตัว Ryzen 7 2700/2700X และ Ryzen 5 2600/2600X ได้มีข้อมูลของ 2700X และ 2600 ที่มีจำนวน Core และ Thread ที่เท่ากับ Ryzen 7 1700/1700X และ Ryzen 5 1600/1600X ซึ่งมีจำนวนแกนและเธรดเดียวกัน แต่มีความเร็วนาฬิกาที่สูงขึ้นรวมถึงประสิทธิภาพของ IPC ที่มากขึ้นด้วย ทำให้ตอนนี้คาดเดาได้ว่า AMD Ryzen 3000 Series จะมีความรเร็วในระดับ 5 GHz จากโหนดการผลิตที่ 7nm ได้

รุ่น AMD Ryzen รุ่นแรกมีขนาด die 213 มม.2 และคาดว่าจะมีขนาดลดลงถึง 100 มม. ในโหนดการผลิต 7nm ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิตและยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำการ เพิ่มความเร็วของตัวชิพ หรืออาจจะทำการเพิ่มจำนวนแกนประมวลผลซึ่งเป็นสิ่งที่เอเอ็มดีต้องการ ซึ่งจะส่งผลให้ประสิทธิภาพดีขึ้นกว่า 40% ตามที่ Globalfoundries กล่าวอ้าง

 

 

แม้ว่าในตอนนี้จะทราบแล้วว่า AMD Ryzen 3000 series จะออกมาก่อนช่วงต้นปี 2019 นี่เป็นตัวเลขที่คาดว่าจะใช้ข้อมูลนี้กับเม็ดเกลือ เอเอ็มดีมีประสิทธิภาพมากกว่าที่คาดไว้ในอดีตอย่างน้อยก็เมื่อเทียบกับซีพียู เมื่อคำนึงถึงความเป็นไปได้ว่าซีพียู AMD Ryzen 3000 ซีรีส์ที่จะมาถึงนี้จะให้ประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่า 40%

ถ้าซีพียู AMD Ryzen 3000 Series ออกเปิดตัวในปี พ.ศ. 2562 หมายความว่าน่าจะเป็นไปตามที่ AMD ได้ประกาศมาก่อนหน้านี้ถึง Socket AM4 ที่จะยังคงใชังานอยู่นับว่านี่เป็นข่าวดีสำหรับคนที่ไม่ต้องการเปลี่ยนเมนบอร์ดแต่ต้องการใช้งานซีพียูรุ่นใหม่  ซึ่งน่าจะได้เห็นความเข้ากันได้ของเมนบอร์ดจาก AM4 ที่สามารถใช้งานได้กับ AMD Ryzen รุ่นใหม่ในอนาคต

 

ที่มา : overclock3d

Share This:

654 ผู้เข้าชม

เผยข้อมูล AMD Ryzen 2018-2020 Roadmap : Castle Peak, Matisse, Picasso, Vermeer and Renoir

 

AMD Ryzen Threadripper (Zen2) จะใช้ชื่อสถาบัตยกรรมว่า Castle Peak

AMD ได้ได้เปิดเผยให้เห็นชื่อของสถาบัตยกรรมของตัวประมวลผล Zen2 และ Zen3 ที่กำลังจะมาปรากฏว่า Ryzen Threadripper (Zen+) ในรุ่นที่ 2 ที่จะมาในปีหน้าโดยใช้ชื่อสถาปัตยกรรม Castle Peak ถ้าตามที่ว่าไว้นี้ Zen2 จะมาในปี พ.ศ. 2563 เอเอ็มดีจะเปิดตัวสถาปัตยกรรม Zen2 ซึ่งปัจจุบันเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Zen3 (หรืออาจะเป็น Zen2+) ซึ่งถูกวางระดับการใช้งานเป็น NG HEDT (Next-Gen High-End DeskTop) ซึ่งปัจจุบันใช้ชื่อว่า Threadripper 3rd Gen.

ส่วน Platform AM4 นั้นจะมีทั้ง CPU และ APU ซึ่ง CPU จะมีการใช้ชื่อสถาบัตยกรรม Pinnacle Ridge >> Matisse >> Vermeer ตามลำดับ ซึ่งจะมาแทน  Summit Ridge ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน และสำหรับ APU Raven Rideg >> Picasso >> Renoir ตามลำดับเช่นกัน ซึ่งเป็นแผนงานระยะยาวถึงปี 2020 (พ.ศ. 2563) ซึ่งอาจมีการปรับเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาตามความเหมาะสมในภายหลังก็เป็นได้

AMD Ryzen 2018

เมื่อพูดถึงผู้ใช้งานในระดับ Mainstream ในปีนี้ (พ.ศ.2561) AMD Ryzen ได้เปิดชื่อรหัสใหม่แทน Ryzen 1000 Series ซึ่งจะมีการสานต่อใน Ryzen 7 และ Ryzen 5 ที่อยู่ในรูปแบบ 6 Core 12 Thread โดยจะตัดในรุ่นสูงสุดคือ 1800X ออกไป ส่วนที่เหลือคงเดิมไว้เช่นเดิมและเปลี่ยนโหนดเป็น 12nm+ มาในชื่อ Ryzen 7 2700X/2700 และ Ryzen 5 2600X/2600 ในตัวของ Ryzen 3 และ Ryzen 5 ที่เป็น 4 Core 8 Thread แทนที่ด้วย Ryzen 2000 G-Series ที่จะมาในรูปแบบ APU ที่มีกราฟฟิกในตัวจากสถาบัตยกรรม VEGA แต่จะยังคงใช้โหนด 14nm เช่นเดิม โดยในทุกรุ่นนั้นจะมีประสิทธิภาพที่ดีขึ้นโดยหลักๆ แล้วยังจะเป็นการเพิ่มในส่วนของสัญญาณนาฬิการที่สูงขึ้นทั้ง Base Clock และ Turbo Clock แสดงได้ดังภาพด้านล่าง

 

ที่มา : videocardz

Share This:

1.4K ผู้เข้าชม

AMD Ryzen Zen+ 12nm และเมนบอร์ด X470 พบกันเมษายนนี้

 

AMD 12nm Ryzen จะเปิดตัวในเดือนเมษายน

เอเอ็มดียืนยันในโปรเจกต์จากสไลด์อย่างเป็นทางการว่า CPU Ryzen รุ่นที่มีประสิทธิภาพสูงในรุ่นที่สองจะเปิดตัวในเดือนเมษายน ปีพ.ศ. 2561 จากคำกว่าของ AMD ได้ยืนยันว่าโปรเซสเซอร์ ZEN+ จะใช้ใช้งานเทคโนโลยีการผลิต 12nm จะมีความถี่ของสัญญาณนาฬิกาสูงขึ้นกว่ารุ่นแรก และสนับสนุนเทคโนโลยี Precision Boost 2

นอกจากนี้เอเอ็มดียังยืนยันอีกว่าชิปเซ็ต X470 รุ่นใหม่ที่ทำมาสนับสนุนการใช้งาน CPU  Ryzen Gen 2 นั้นจะเปิดตัวในเดือนเมษายนปี พ.ศ. 2561 แต่อย่างที่รู้กันว่าชิพเซ็ตเดิมในซีรี่ 300 ก็ยังคงจะใช้งานกับ CPU AMD Ryzen Gen 2 ได้และเมนบอร์ดชิปเซ็ต X470 ก็จะใช้งานกับ AMD Ryzne Gen 1 ได้เช่นกัน

AMD Ryzen Threader ตัวที่ 2 ในช่วงครึ่งหลังของปี 2561

แผนงานอย่างเป็นทางการยืนยันว่าในขณะที่ AMD Ryzen Gen 2nd จะเปิดตัวในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีพ.ศ. 2561 ซึ่งก็คาดได้อีกว่าจะมีการเปิดตัว Ryzen Threadripper series ในช่วงครึ่งปีหลังของปีพ.ศ. 2561 พร้อมกับ Ryzen PRO รุ่นที่ 2 ด้วย

ที่มา : videocardz

Share This:

1.6K ผู้เข้าชม

AMD ยืนยันผ่าน James Prior ว่า ThreadRipper นั้นมี die ที่ใช้งานได้แค่ 2 die อีก 2 die ที่เหลือนั้นไม่อาจใช้งานได้

ก่อนหน้านี้ทีมงานเคยนำเสนอเรื่องที่มีการพิสูจน์แล้วว่า ThreadRipper มี Die จริงๆอยู่ 4 Die

คราวนี้ทาง James Prior ซึ่งทำงานให้ AMD ก็ได้ออกมากล่าวว่า

Threadripper นั้นไม่ใช่ Epyc processor เพราะใช้ substrate ที่ต่างกัน ใช้ die ที่ต่างกัน โดย 2 dieนั้นทำงานได้ ส่วนอีก 2 die นั้นไม่ได้ทำงาน แต่อย่างใด ซึ่งก็ถือว่าปกติดี

หลังจากที่เขาพูดไปแบบนั้นเลยมีผู้เข้ามาตอบว่าซิลิกอนที่ใช้ผลิตทั้ง TR และ Ryzen นั้นน่าจะมาจากการคัดเลือก Die ที่ใช้งานได้กับ Die ที่ใช้งานไม่ได้ โดย Die ที่ทำงานได้ดี 5% จะถูกคัดมาเป็น Threadripper (ใช้ 2 Die ต่อ CPU) แล้วใช้ 2 Die ที่เสียมาใส่ใน Threadripper แทนที่จะต้องเอาไปทิิ้งเฉยๆ ซึ่ง James Prior ก็ออกมาตอบว่า “ถ้าพูดกันตามคอนเซปต์แล้วล่ะก็คุณมาได้ถูกทางแล้วล่ะ”

Gcubez Thought:@ข้าว เมื่อมองถึงจุดนี้ก็ขอบอกว่าแนวคิดของ AMD ถือว่าค่อนข้างใช้ได้เลยทีเดียวคือ ไม่ต้องเอา Die ทีเสียๆไปทิ้งแถมยังเอามันมาใช้ประโยชน์ได้นำมาขายทำรายได้เพิ่มได้อีก ซึ่งถ้ามองในแง่การรักษาสิ่งแวดล้อมก็แทบจะเรียกว่าใช้เวเฟอร์กันอย่างคุ้มค่าเลยทีเดียว

แต่อย่างไรก็ตามในการจะเอา CPU มาจำหน่ายนั้นประสิทธิภาพก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้ใใช้งานเลือกซื้อ CPU ก็พอจะบอกได้ว่าไอเดียที่เอา Die เสียๆมาใส่เป็นตัวรอง PCB เพื่อให้ IHS (กระดอง) วางบน Die อื่นๆได้พอดีก็นับว่าเป็นไอเดียที่ไม่เลวเลยทีเดียว

Share This:

1.7K ผู้เข้าชม

der8auer เผย ไม่มีตัว dummy die ใน Ryzen Threadripper

ก่อนหน้านี้ Roman “der8auer” Hartung นัก overclock ชาวเยอรมัน ได้ทำการแกะกระดอง (IHS) ของ Threadripper แล้วพบว่ามี 4 die คล้ายกับใน EPYC processor แต่ก็มีสื่อบางเจ้าบอกว่า die ที่เกินมานั้นเป็น dummy die แถมจริงๆแล้วทาง AMD ได้ขอร้องให้ der8auer เอาวิดีโอนั้นออกจากช่องของเขา เพราะเขาไม่ได้แกะกระดองของ CPU ตัวขายจริง ในเวลานั้น และก็ยังไม่มีใครมายืนยันว่า dummy die นั้นเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เพราะไม่มีใครอยากจะจ่ายเงินค่า CPU แพงๆเพื่อมายืนยันเรื่องนี้

ในที่สุดก็มีหลักฐานยืนยันว่า die ที่เพิ่มมานั้นไม่ใช่ตัว dummy แต่อย่างใด แต่มันเป็นตัวซิลิกอนที่มีทรานซิสเตอร์อยู่ภายในจริงๆ ซึ่งการที่จะยืนยันเรื่องนี้ก็ต้องมีคนเสียสละ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครอื่น der8auer นั่นเองโดยเขายอมเสียเงิน 1000 ยูโรซื้อ Ryzen Threadripper 1950X และลองเอามาแกะกระดองอีกรอบ แล้วแกะ dieแล้วดึงเอา layer ของ substrate ออกเพื่อดูว่า dieทุกอันเป็นของจริง

โดย dieทั้งหมดนั้นมีลายวงจรอยู่และมีทรานซิสเตอร์อยู่ภายในด้วย ซึ่ง die ทั้งหมดเป็นของจริง แค่ถูกปิดการใช้งานหรือใช้งานไม่เต็็มฟังก์ชั่น

แต่เรื่องนี้ก็ไม่ได้ไปเปลี่ยนแปลงอะไรมากนักสำหรับ Threadripper แค่เป็นการออกมาพิสูจน์ข้อสงสัยเท่านั้น

หรือมันจะเป็นไปได้ว่า Threadripper อาจจะมีตัว 32 core ในอนาคตก็เป็นได้เหมือนกับ EPYC ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นมันก็จะเอามาแข่งกับ EPYC ซึ่ง AMD ยังไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นในตอนนี้

สำหรับคนที่อยากดู วิดีโอของ Der8auber ที่ทำการแกะกระดอง Threadripper สามารถดูได้ในคลิปด้านล่างนี้

ที่มา Videocardz

Share This:

693 ผู้เข้าชม

เปิดตัว GIGABYTE X399 DESIGNARE EX เมนบอร์ดดีๆ สำหรับ AMD Ryzen Threadripper

ในแง่ของการออกแบบของ GIGABYTE X399 DESIGNARE EX ดูแล้วเกือบจะเหมือนกันกับ AORUS GAMING 7 มีเพียงการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย นอกเหนือจากรูปแบบของโทนสีขาวที่ใส่ลงไปให้ดูแปลกใหม่ ส่วนด้านหลังมีการติดตั้ง I/O Bracket ที่ติดมากับตัวเมนบอร์ดเลย (เช่นเดียวกับตัว GAMING 9 Series) นอกจากนี้ยังมีพอร์ตการเชื่อมต่อเครือข่ายอีกสองตัว ไวไฟ USB รวมถึง PS/2 ด้วย

 

ที่มา : videocardz

Share This:

860 ผู้เข้าชม

มาดูรายละเอียดของ AMD Ryzen Threadripper 1900X กัน

สำหรับ Ryzen Threadripper 1900X นั้นทาง AMD นั้นได้บอกว่า CPU ตัวนี้สร้างมาจาก 4 die EPYC MCM ในแบบทะแยงมุมแบบ “4-0-4-0” ซึ่งค่อนข้างสร้างความสับสนว่าทาง AMD นั้นทำการปิด core หรือ die ตัวไหนสำหรับ CPU ราคา $549 ตัว 8 core สำหรับ แพลทฟอร์ม HEDT ซึ่งทาง AMD ก็แจ้งกับทาง TechPowerUp ดังนี้

ตัว Threadripper 1900X นั้นปิด CCX (quad-core CPU complex) ทั้ง die บน multi-chip module ดังนั้น CCX ที่เข้าถึง L3 cache 8 MB ได้ทั้ง die จะสามารถใช้งานทรัพยากรได้ทั้งหมด เช่น dual-channel memory controller, PCIe root complex และอื่นๆ ด้วย “Zeppelin” die 2 ชุด ที่เปิดใช้งาน ตัว Threadripper 1900X นันจะมี 8 core 16 MB L3 cache รองรับ quad-channel memory interface และมี PCIe 64 lane

โดยเหตุผลที่ตัดสินใจปิดการใช้งานทั้ง CCX แทนที่จะใช้ “Zeppelin” die แล้วเอามาเชื่อมต่อเหมือนกับที่ทำใน Ryzen 5 1400 ที่ CCX unit ของแต่ล่ะ die นั้นทำงานแค่ 2 coreแล้วตัด L3 cache ต่อ CCX เหลือแค่ 4 MB ซึ่งจะได้ 4 cores ต่อ CCX ที่เปิดใช้งาน และมี L3 cache 8 MB เพราะต้องการให้ NUMA local mode นั้นทำงานได้อย่างถูกต้องและแม่นยำกับตัว application โดยมีการเข้าถึง memory ใน die เดียวกันที่มี latency ต่ำลง

ทาง AMD กล่าวถึง “การจัดเรียง ccx ในแบบทะแยงมุม” ว่าการปิดใช้งานตัว 4 core CCX ต่อ die เพื่อให้ได้ 8 core “Zeppelin” die บน Threadripper ที่เป็น multi-chip module นั้นจะถูกปิดในแนวทะแยงมุมของด้านตรงข้าม เพราะ Threadripper MCM นั้นออกแบบมาเหมือนตัว 32 core EPYC MCM ที่มี 8 core “Zeppelin” die จำนวน 4 ชุด และเพื่อให้ติดตั้งตัว heatspreader (IHS หรือกระดองของ CPU ที่เรารู้จักกัน) ได้ แต่ตัวแพลทฟอร์มนี้นั้นใช้ Threadripper หรือ socket TR4 ซึ่งเป็น HEDT ที่มีแค่ 4 memory channel (ต่างจาก 8 channel ที่ใช้บน EPYC) ทำให้ต้องปิดใช้งานไป 2 die โดย die ที่ถูกปิดไปแบบทะแยงมุม เป็นไปได้ว่าจะช่วยให้ระบายความร้อนได้ดีขึ้นหรือทำให้จัดการกับตัวแพคเกจของ CPU ได้สะดวกขึ้น

สำหรับ Ryzen Threadripper 1900X นั้นทำงานที่ความเร็ว 3.8GHz boost ได้ที่ 4GHz และทำงานภายใต้ XFR ได้ที่ 4.2 GHz ซึ่งถือว่าทำได้ดีกว่า Ryzen 7 1800X พอสมควร

ที่มา Techpowerup

Share This: